กฎหมายเปิดทางให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ตามเงื่อนไข และระบบสุขภาพมีสิทธิประโยชน์รองรับ แต่ข้อร้องเรียนของภาคประชาชนในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่า ผู้ประกันตนบางส่วนยังต้องเผชิญการถูกปฏิเสธบริการ ไม่ได้รับใบส่งตัว หรือจำเป็นต้องจ่ายเงินเองเพื่อเข้าถึงการดูแล
ประเด็นสำคัญ
- กฎหมายกำหนดอะไร และเหตุใด 20 สัปดาห์จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
- ไม่พร้อมให้บริการ ต้องมีเส้นทางส่งต่อที่ชัดเจน
- กรมอนามัยรับทราบปัญหา ประกาศปรับระบบส่งต่อ
- มีสิทธิรักษา ต้องใช้ผ่านช่องทางใด
- ค่ารักษากับต้นทุนการเข้าถึงบริการ เป็นคนละปัญหาที่ต้องแก้พร้อมกัน
- เครือข่าย RSA เป็นอีกช่องทางประสานบริการ
- ใครรับผิดชอบ เมื่อมีสิทธิแต่ยังเข้าไม่ถึงบริการ
ช่องว่างจึงอยู่ระหว่างการมีสิทธิกับการใช้สิทธินั้นได้จริง โดยเฉพาะบริการที่อายุครรภ์มีผลต่อเงื่อนไขทางกฎหมายและการจัดบริการทางการแพทย์
THE STANDARD สำรวจข้อร้องเรียน คำชี้แจงของหน่วยงานรัฐ และเงื่อนไขการใช้สิทธิ เพื่อชวนตั้งคำถามว่า เมื่อโรงพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้บริการได้ ระบบจะส่งต่อผู้รับบริการไปที่ใด ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และรัฐจะติดตามอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทันท่วงทีกฎหมายเปิดทาง แต่การเข้าถึงบริการยังมีข้อร้องเรียน
การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์เป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของประเทศไทย แต่การรับรองสิทธิทางกฎหมายต้องทำงานควบคู่กับระบบบริการที่ทำให้ผู้มีสิทธิเข้าถึงการดูแลได้จริง
รายงานของ Hfocus เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ระบุว่า มูลนิธิทำทางและเครือข่ายภาคประชาชนได้สะท้อนปัญหาการใช้สิทธิของผู้ประกันตน ทั้งการถูกปฏิเสธบริการ การไม่ได้รับใบส่งตัว และการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
ปสุตา ชื้นขจร เจ้าหน้าที่รณรงค์เชิงนโยบาย มูลนิธิทำทาง ให้ข้อมูลว่า เครือข่ายยังพบผู้ประกันตนที่ประสบปัญหา โดยเฉพาะการขอใบส่งต่อในกรณีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ รวมถึงข้อร้องเรียนเรื่องการตำหนิหรือตีตราผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทย
ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อร้องเรียนที่ภาคประชาชนรวบรวมและนำเสนอ จึงควรมีการตรวจสอบรายละเอียดและการแก้ไขเป็นรายกรณี ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นคำถามในระดับระบบว่า เมื่อผู้รับบริการเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่โรงพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้บริการได้ ใครจะเป็นผู้ประสานให้ได้รับการดูแลต่อ
กฎหมายกำหนดอะไร และเหตุใด 20 สัปดาห์จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
การอธิบายกฎหมายยุติการตั้งครรภ์ต้องพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และมาตรา 305 ประกอบกัน
มาตรา 301 กำหนดความผิดของหญิงที่ทำให้ตนเองแท้งหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ขณะที่มาตรา 305 กำหนดกรณีที่การยุติการตั้งครรภ์โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาไม่มีความผิด
สำหรับการยุติการตั้งครรภ์ตามการตัดสินใจของผู้ตั้งครรภ์ มาตรา 305 (4) รองรับ กรณีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์และยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ ส่วนมาตรา 305 (5) รองรับกรณีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ โดยต้องยืนยันภายหลังการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม อายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ไม่ได้หมายความว่ายุติการตั้งครรภ์ไม่ได้ทุกกรณี เพราะมาตรา 305 ยังมีเหตุอื่น เช่น ความเสี่ยงต่อสุขภาพกายหรือจิตใจของผู้ตั้งครรภ์ ความเสี่ยงหรือเหตุผลทางการแพทย์เกี่ยวกับความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรงของทารก และการตั้งครรภ์เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งต้องพิจารณาตามเงื่อนไขและมาตรฐานทางการแพทย์
ด้วยเหตุนี้ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่จุดแรกจึงมีความสำคัญ เพื่อไม่ให้ผู้รับบริการเข้าใจผิดว่าตนหมดโอกาสเข้าถึงบริการ โดยยังไม่ได้รับการประเมินตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ไม่พร้อมให้บริการ ต้องมีเส้นทางส่งต่อที่ชัดเจน
การที่โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการเองอาจมีเหตุแตกต่างกัน ทั้งความพร้อมของบุคลากร ศักยภาพในการดูแลตามอายุครรภ์ การขึ้นทะเบียนใช้ยา และข้อจำกัดของระบบบริการ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่กระบวนการหลังจากนั้นว่า ผู้รับบริการได้รับข้อมูลและการประสานส่งต่อหรือไม่ ต้องติดต่อสถานพยาบาลใหม่ด้วยตนเองหรือไม่ และใครรับผิดชอบค่าบริการเมื่อมีการส่งต่อ
ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2564 มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแนะนำส่งต่อตามระบบของสถานพยาบาลโดยไม่ชักช้า
ส่วนข้อร้องเรียนเรื่องการตำหนิหรือตีตราผู้รับบริการเป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบและแก้ไข แต่ยังไม่ควรสรุปว่าการไม่ให้บริการของโรงพยาบาลทุกแห่งเกิดจากอคติหรือความเชื่อส่วนบุคคล หากไม่มีข้อมูลเฉพาะรองรับ
การกำกับระบบจึงต้องดูทั้งความพร้อมทางการแพทย์ ขั้นตอนการส่งต่อ และการปฏิบัติต่อผู้รับบริการอย่างเคารพศักดิ์ศรี
กรมอนามัยรับทราบปัญหา ประกาศปรับระบบส่งต่อ
วันที่ 10 มีนาคม 2569 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลการรับข้อเสนอจากภาคประชาสังคม พร้อมระบุปัญหาทั้งการปฏิเสธบริการ ไม่ออกใบส่งตัว และเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม
กรมอนามัยยังระบุว่า หน่วยบริการในระบบประกันสังคมจำนวนมากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ยายุติการตั้งครรภ์ หรือขึ้นทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้ให้บริการ
แนวทางที่ประกาศประกอบด้วยการประสานสำนักงานประกันสังคมเพื่อพัฒนาระบบส่งต่อ อบรมบุคลากรเรื่องกฎหมายและสิทธิประโยชน์ เพิ่มหน่วยบริการที่พร้อมให้บริการ และเชื่อมการทำงานของสายด่วนประกันสังคม 1506 กับสายด่วนปรึกษาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม 1663
อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวเป็นข้อมูลแนวทางดำเนินงานในเดือนมีนาคม การจะประเมินว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วเพียงใด จำเป็นต้องมีผลติดตามเพิ่มเติม ทั้งจำนวนหน่วยบริการที่ให้บริการจริง ระยะเวลารอส่งต่อ และผลการจัดการข้อร้องเรียน
มีสิทธิรักษา ต้องใช้ผ่านช่องทางใด
ตามคำชี้แจงของสำนักงานประกันสังคมที่กรุงเทพธุรกิจรายงานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 การยุติการตั้งครรภ์ตามหลักเกณฑ์อยู่ในความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย โดยมีช่องทางใช้สิทธิแตกต่างกันบางส่วนตามสัญชาติของผู้ประกันตน
ผู้ประกันตนสัญชาติไทยสามารถรับบริการผ่านสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามเงื่อนไขบริการสำหรับคนไทยทุกสิทธิ หรือรับบริการที่สถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม หากสถานพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้บริการได้ ต้องดำเนินการส่งต่อตามแนวทาง โดยรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์
ส่วนผู้ประกันตนที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ให้รับบริการผ่านสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม และใช้ระบบส่งต่อเมื่อสถานพยาบาลนั้นไม่สามารถให้บริการได้ โดยสถานพยาบาลตามสิทธิรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์ตามแนวทางที่กำหนด
ดังนั้น คำว่า “ทุกสิทธิ” จึงต้องอธิบายควบคู่กับเงื่อนไข ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ารับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกสถานพยาบาล หรือว่าผู้รับบริการทุกสัญชาติมีช่องทางใช้สิทธิเหมือนกันทั้งหมด
ค่ารักษากับต้นทุนการเข้าถึงบริการ เป็นคนละปัญหาที่ต้องแก้พร้อมกัน
ข้อร้องเรียนเรื่องค่าใช้จ่ายควรแยกอย่างน้อยสองส่วน
ส่วนแรกคือค่าบริการทางการแพทย์ ต้องตรวจสอบว่าเป็นบริการที่อยู่ในความคุ้มครองหรือไม่ รับบริการผ่านช่องทางใด มีการส่งต่อตามระบบหรือไม่ และเหตุใดผู้รับบริการจึงถูกเรียกเก็บเงิน
ส่วนที่สองคือต้นทุนในการเข้าถึงบริการ เช่น ค่าเดินทาง และข้อจำกัดในการลางาน ส่วนค่าที่พักหรือรายได้ที่อาจสูญเสียต้องพิจารณาตามสถานการณ์ของแต่ละคน
การมีระบบชำระค่ารักษาจึงอาจยังไม่เพียงพอ หากผู้รับบริการต้องเดินทางไกลหลายครั้ง หรือต้องใช้เวลาติดต่อประสานด้วยตนเองจนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้
ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาต้องแยกให้ชัดว่า ค่าใช้จ่ายใดอยู่ในสิทธิรักษา และค่าใช้จ่ายใดจำเป็นต้องมีกลไกช่วยเหลือเพิ่มเติม
เครือข่าย RSA เป็นอีกช่องทางประสานบริการ
เครือข่าย RSA หรือ Referral System for Safe Abortion เป็นกลไกสนับสนุนการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับหน่วยบริการและภาคีที่เกี่ยวข้อง
ระบบ RSA Online มีช่องทางให้ข้อมูล นัดหมาย และเชื่อมต่อผู้รับบริการกับสถานพยาบาล รวมถึงบริการผ่านการแพทย์ทางไกลในบางกรณีตามการประเมินและเงื่อนไขของหน่วยบริการ
อย่างไรก็ตาม การติดต่อผ่านเครือข่ายไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะใช้บริการรูปแบบเดียวกันได้ หรือทุกหน่วยบริการไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้รับบริการต้องตรวจสอบอายุครรภ์ ความเหมาะสมทางการแพทย์ สิทธิรักษา และเงื่อนไขของสถานพยาบาลแต่ละแห่ง
บทบาทของเครือข่ายจึงช่วยเพิ่มช่องทางเข้าถึงการดูแล ขณะที่หน่วยงานรัฐและโรงพยาบาลตามสิทธิยังต้องรับผิดชอบระบบบริการและการส่งต่อตามหน้าที่ของตน
เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น ความล่าช้ายิ่งกระทบทางเลือก
บริการยุติการตั้งครรภ์สัมพันธ์กับเวลา เพราะอายุครรภ์มีผลทั้งต่อเงื่อนไขทางกฎหมาย วิธีดูแล และศักยภาพของสถานพยาบาลที่รับบริการ
การรอเอกสารหรือค้นหาสถานพยาบาลใหม่อาจทำให้ผู้รับบริการพ้นเงื่อนไขด้านอายุครรภ์ตามมาตรา 305 (5) และต้องได้รับการประเมินว่าเข้าเงื่อนไขทางกฎหมายข้ออื่นหรือไม่
ระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพจึงควรช่วยให้ผู้รับบริการทราบขั้นตอน มีหน่วยบริการปลายทางที่ประสานไว้ และได้รับข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องเริ่มติดต่อใหม่ด้วยตนเองทุกครั้ง
ใครรับผิดชอบ เมื่อมีสิทธิแต่ยังเข้าไม่ถึงบริการ
ข้อร้องเรียนและคำชี้แจงในเดือนมีนาคม 2569 ทำให้เห็นว่า การรับรองสิทธิทางกฎหมายต้องเดินคู่กับความพร้อมของบริการ ความเข้าใจของบุคลากร และระบบส่งต่อที่ใช้ได้จริง
ความรับผิดชอบจึงเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โรงพยาบาลตามสิทธิต้องจัดบริการหรือดำเนินการส่งต่อตามหลักเกณฑ์ สำนักงานประกันสังคมต้องกำกับการปฏิบัติของโรงพยาบาลคู่สัญญา ส่วนกรมอนามัยและ สปสช. มีบทบาทตามภารกิจด้านมาตรฐานบริการ การพัฒนาระบบ และการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ควรติดตามต่อคือ ผู้ร้องเรียนได้รับบริการแล้วหรือไม่ มีการคืนเงินหรือแก้ไขการเรียกเก็บเงินอย่างไร และมาตรการที่ประกาศทำให้ระยะเวลารอส่งต่อลดลงจริงหรือไม่
ท้ายที่สุด คำถามไม่ได้จบที่ประชาชนมีสิทธิยุติการตั้งครรภ์ตามกฎหมายหรือไม่ แต่รวมถึงว่า เมื่อผู้มีสิทธิติดต่อขอรับบริการ ระบบสามารถพาไปถึงการดูแลที่เหมาะสม ปลอดภัย และทันเวลาได้จริงเพียงใด
อ้างอิง: 1.
- กรมอนามัย (10 มี.ค. 2569) – ปัญหาและแนวทางแก้ไขระบบส่งต่อ
- Hfocus (6 มี.ค. 2569) – ข้อร้องเรียนการเข้าถึงสิทธิทำแท้ง
- สำนักงานประกันสังคม (6 มี.ค. 2569) – สิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน (รายงานโดยกรุงเทพธุรกิจ)
- Hfocus (10 มี.ค. 2569) – มาตรการเพิ่มการเข้าถึงบริการ
- เครือข่าย RSA – ข้อมูลบริการและระบบส่งต่อยุติการตั้งครรภ์

