วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครั้งที่ 18 เสนอจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ และการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (CI) สำหรับแรงงานเมียนมา โดยเน้นย้ำการยึดหลักสิทธิมนุษยชน การสร้างฐานข้อมูลที่โปร่งใส และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงแนะให้มีการปรับท่าทีทางการทูตต่อรัฐบาลทหารเมียนมา
ชูจุดยืนบริหารแรงงานข้ามชาติด้วยหลักสิทธิมนุษยชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติมีข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประการ คือ
- แรงงานข้ามชาติมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย
- ระบบปัจจุบันมีช่องโหว่และปัญหาทุจริต รวมถึงความกังวลเรื่องศูนย์ CI ที่อาจเปิดช่องให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านแสวงหาผลประโยชน์
- ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานและผู้ประกอบการไทย
ณัฐพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดสามารถระบุจำนวนแรงงานข้ามชาติที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง
พรรคประชาชนจึงมีจุดยืนว่าการบริหารจัดการต้องตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ไทยควรยึดถือในการก้าวเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
พร้อมกันนี้ ได้เสนอหลักการปรับปรุงระบบบริหารจัดการ 3 ด้าน ได้แก่
- การสร้างฐานข้อมูลแรงงานที่ชัดเจนและโปร่งใส
- การทบทวนบัญชีอาชีพสงวนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
- การสร้างกลไกสนับสนุนให้แรงงานปรับตัวเข้ากับสังคมไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของแรงงานไทย
นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังได้ประณามกรณีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายแกนนำกลุ่ม ‘Bright Future’ ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานข้ามชาติ บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ โดยระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐและประชาธิปไตย
ร้องแก้ปัญหาศูนย์ CI ค่าใช้จ่ายพุ่ง-เก็บส่วยนอกระบบ
ด้าน นิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว เปิดเผยถึงปัญหาการดำเนินการผ่านศูนย์ CI ว่า ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยค่าดำเนินการหนังสือเดินทางชั่วคราวปรับจาก 310 บาท เป็น 710 บาท และพุ่งสูงถึง 2,670 บาท โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดที่ชัดเจน ซึ่งกลุ่มนายจ้างตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการรวมการเรียกเก็บภาษีของเมียนมาเข้าไปด้วย ทั้งที่แรงงานมีภาระภาษีในไทยอยู่แล้ว
นิลุบลกล่าวต่อไปว่า ทางกลุ่มยังได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินลักษณะส่วยหรือ ‘คิวผี’ จากนายหน้าบริเวณหน้าศูนย์ จำนวน 1,350-1,500 บาท รวมถึงข้อร้องเรียนการบังคับโอนเงินกลับประเทศเมียนมาผ่านระบบ True Money สูงถึง 6,000 บาทก่อนจึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนอื่นได้ ซึ่งหากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลให้แรงงานที่ต้องจัดทำเอกสารและต่ออายุหนังสือเดินทางเกือบ 2 ล้านคน ไม่สามารถเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ และจะซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการไทย
เสนอไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง ลดการพึ่งพาประเทศต้นทาง
สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ระบุว่า ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานในปัจจุบันมีความซับซ้อน ล่าช้า และมีต้นทุนสูง จนเปิดช่องให้เกิดการทุจริต การที่ศูนย์ CI ภายใต้การดูแลของเมียนมามีข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินนอกระบบและภาษีซ้ำซ้อน กระทรวงแรงงานของไทยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
สหัสวัตได้เสนอแนวทางแก้ไขแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะสั้น หากยังจำเป็นต้องมีศูนย์ CI รัฐบาลไทยต้องเข้าไปกำกับดูแลระบบการดำเนินงานเพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน
- ระยะกลาง รัฐควรศึกษาการจัดทำระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติโดยรัฐบาลไทยฝ่ายเดียว ดังเช่นที่เคยดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศ
- ระยะยาว รัฐต้องปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งล้าหลังและไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบัน
แนะทบทวนยุทธศาสตร์ไทย-เมียนมา ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก
ขณะที่ พิศาล มาณวพัฒน์ คณะทำงาน ครม.เงา พรรคประชาชน เสนอให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์ทางการทูตต่อเมียนมา โดยมองว่าที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายที่เกรงใจผู้นำทหารเมียนมามากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงข้ามพรมแดน ดังเช่นเหตุการณ์กระสุนอาวุธหนักตกในพื้นที่จังหวัดตากเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
พิศาลได้เสนอแนวทางการทูต 5 ข้อ ได้แก่
- ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยจากแรงงานในระบบ มากกว่าผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา
- แจ้งทางการเมียนมาว่าการเก็บภาษีแรงงานร้อยละ 2 ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเว้นการเก็บภาษีซ้อน
- ผ่อนปรนข้อกำหนดเอกสารอัตลักษณ์บุคคล (CI) เป็นการชั่วคราวเพื่อดึงแรงงานเข้าสู่ระบบให้มากที่สุด
- ปรับแนวทางการปฏิสัมพันธ์ทางการทูตให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของไทย
- ร่วมมือกับอาเซียนและประเทศมหาอำนาจเพื่อกดดันให้เมียนมายุติความรุนแรงและแก้ปัญหาข้ามพรมแดนที่กระทบต่อไทยโดยตรง






