ภาคใต้ยังต้องระวังฝนหนักปลายปี ขณะที่ต้นปี 2570 หลายพื้นที่อาจเผชิญฝนน้อยและอากาศร้อนกว่าปกติ การบริหารน้ำจึงต้องตอบให้ได้ทั้งสองโจทย์ จะระบายน้ำอย่างไรให้ทัน และเก็บน้ำอย่างไรให้พอ
ประเด็นสำคัญ
- เอลนีโญรุนแรงมาก ไทยจะเจออะไร?
- ทำไมภาคใต้ยังเสี่ยงน้ำท่วม แม้อยู่ในช่วงเอลนีโญ?
- ต้นปี 2570 ฝนน้อยจะเริ่มจากพื้นที่ไหน?
- ร้อนกว่าปกติ 1–2.5 องศาฯ กระทบน้ำและชีวิตอย่างไร?
- เขื่อนมีน้ำมาก ทำไมบางชุมชนยังเสี่ยงขาดน้ำ?
- แล้งและร้อน เพิ่มความเสี่ยงไฟป่า–PM2.5 อย่างไร?
- จากรับมือน้ำท่วมสู่เตรียมรับแล้ง รัฐต้องทำอะไรตั้งแต่วันนี้?
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลพยากรณ์ระหว่างประเทศ พร้อมเสนอแนวทางรับมือ ตั้งแต่น้ำท่วมภาคใต้ไปจนถึงภัยแล้ง ความร้อน และความเสี่ยงฝุ่น PM2.5 ในปีหน้า
เอลนีโญรุนแรงมาก ไทยจะเจออะไร?
ข้อมูลพยากรณ์เดือนตุลาคม 2569 ของศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศ ภายใต้องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุโอกาสเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากที่ 100% ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2569 ตามเกณฑ์ดัชนี Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI อย่างไรก็ตาม ระดับความแรงของเอลนีโญไม่ได้หมายความว่าผลกระทบต่อไทยจะรุนแรงตามไปด้วยทุกพื้นที่
เอลนีโญเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและการไหลเวียนของบรรยากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาค สำหรับประเทศไทยยังต้องพิจารณามรสุม พายุ และสภาพอากาศรายพื้นที่ประกอบ เพราะการเกิดเอลนีโญไม่ได้ทำให้ฝนน้อยลงทุกแห่งตลอดเวลา
แม้ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลงในปีหน้า แต่ NOAA ยังให้โอกาสคงอยู่ของเอลนีโญที่ 100% ในช่วงมกราคม–มีนาคม 2570 ก่อนลดเหลือ 98% ในช่วงกุมภาพันธ์–เมษายน และ 85% ในช่วงมีนาคม–พฤษภาคม จึงยังต้องเตรียมรับความเสี่ยงต่อเนื่องถึงฤดูร้อน
อีกปัจจัยที่วิษณุชวนติดตามคือ ความต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลระหว่างฝั่งตะวันตกกับตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย หรือ IOD หากเกิดภาวะ IOD ระยะบวกร่วมกับเอลนีโญ อาจเสริมความเสี่ยงฝนน้อยในบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย หรือ BoM รายงานเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ว่า ดัชนี IOD สูงกว่าเกณฑ์บวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 แล้ว แต่ยังต้องติดตามความต่อเนื่องก่อนยืนยันการเกิด IOD ระยะบวกอย่างชัดเจน
ทำไมภาคใต้ยังเสี่ยงน้ำท่วม แม้อยู่ในช่วงเอลนีโญ?
วิษณุอธิบายว่า ค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์จาก 12 สำนักอุตุนิยมวิทยาบ่งชี้ว่า ช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม 2569 ไทยตอนบนส่วนใหญ่มีแนวโน้มฝนใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ภาคใต้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะตอนกลางและตอนล่าง อาจมีฝนมากกว่าปกติเล็กน้อย จึงยังต้องเตรียมรับฝนหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันในช่วงฤดูฝนของภาคใต้
อย่างไรก็ตาม แบบจำลองยังให้ภาพแตกต่างกัน โดยพยากรณ์ของสถาบันวิจัยภูมิอากาศและสังคมระหว่างประเทศ หรือ IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้สัญญาณว่าภาคใต้หลายพื้นที่อาจมีฝนต่ำกว่าปกติในช่วงพฤศจิกายน 2569–มกราคม 2570
ความแตกต่างนี้ทำให้ต้องติดตามพยากรณ์ระยะสั้นควบคู่กัน เพราะปริมาณฝนรวมตลอดช่วงกับฝนหนักเฉพาะวันเป็นคนละประเด็น แม้ฝนรวมต่ำกว่าปกติ ก็ยังอาจมีฝนตกหนักบางช่วงจนเกิดน้ำท่วมได้
การเตรียมรับมือจึงควรเริ่มก่อนฝนหนัก ทั้งตรวจทางระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เครื่องสูบ และพื้นที่หน่วงน้ำ เฝ้าระวังน้ำป่าและดินถล่ม พร้อมกำหนดเส้นทางอพยพและจุดพักพิงที่มีน้ำสะอาดและสุขาภิบาลเพียงพอ รวมถึงเตรียมเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ปศุสัตว์ ผลผลิต เครื่องจักร และสารเคมีออกจากพื้นที่เสี่ยง
ต้นปี 2570 ฝนน้อยจะเริ่มจากพื้นที่ไหน?
เมื่อเข้าสู่มกราคม–กุมภาพันธ์ 2570 ค่าเฉลี่ยพยากรณ์จาก 12 สำนักเริ่มให้สัญญาณฝนต่ำกว่าปกติในภาคใต้หลายพื้นที่ และขยายกว้างขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ จึงควรเตรียมน้ำสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคล่วงหน้า
ส่วนไทยตอนบน แม้ฝนอาจใกล้เคียงค่าปกติ แต่เป็นช่วงที่มีฝนน้อยตามฤดูกาลอยู่แล้ว จึงไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการ การใช้น้ำยังต้องพึ่งน้ำที่สะสมไว้จากฤดูฝนเป็นหลัก
ช่วงที่ต้องจับตาต่อคือมีนาคม–เมษายน 2570 เมื่อสัญญาณฝนน้อยมีแนวโน้มขยายจากภาคใต้ไปยังไทยตอนบนหลายพื้นที่ และอาจครอบคลุมเกือบทั่วประเทศในเดือนเมษายน หากน้ำสะสมไม่เพียงพอ ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชุมชนและพื้นที่เกษตรที่พึ่งน้ำฝนหรือแหล่งน้ำขนาดเล็ก
ด้านพยากรณ์ของ IRI ให้สัญญาณฝนน้อยขยายกว้างขึ้นในช่วงกุมภาพันธ์–เมษายน 2570 โดยเฉพาะภาคเหนือ ตะวันตก และใต้ แม้รายละเอียดรายพื้นที่จะแตกต่างกัน แต่เป็นข้อมูลที่ควรนำมาประกอบการวางแผนน้ำฤดูแล้งและติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ร้อนกว่าปกติ 1–2.5 องศาฯ กระทบน้ำและชีวิตอย่างไร?
ข้อมูลพยากรณ์จาก 12 สำนักที่วิษณุนำมาวิเคราะห์ ประเมินว่า ช่วงพฤศจิกายน 2569–เมษายน 2570 ไทยมีแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าปกติประมาณ 1–2.5 องศาเซลเซียส
ตัวเลขนี้เป็นแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยเมื่อเทียบกับค่าปกติ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะร้อนขึ้นเท่ากันทุกวัน แต่เป็นสัญญาณให้เตรียมรับความต้องการใช้น้ำและผลกระทบจากความร้อนที่อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับฝนน้อยและน้ำสะสมไม่เพียงพอ
วิษณุเสนอให้จัดระบบดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่อยู่ลำพัง ขณะที่แรงงานกลางแจ้งควรได้รับการปรับเวลาทำงานและช่วงพักตามความเสี่ยง มีน้ำดื่มและจุดพักคลายร้อน พร้อมสำรองน้ำ ไฟฟ้า ยา และระบบส่งต่อผู้ป่วย
สำหรับภาคเกษตร ควรประเมินว่ามีน้ำเพียงพอตลอดรอบการผลิตก่อนเริ่มปลูก ปรับปฏิทินและพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำที่เข้าถึงได้จริง รวมถึงเตรียมน้ำสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น และปศุสัตว์ ส่วนฟาร์มประมงควรเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ พร้อมเตรียมเครื่องเติมอากาศและไฟฟ้าสำรอง
หากจำเป็นต้องลดพื้นที่หรือชะลอการเพาะปลูก ควรมีมาตรการรายได้ทดแทน และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยที่เหมาะกับดินและมีตลาดรองรับ เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวได้โดยไม่ต้องแบกรับความเสียหายเพียงลำพัง
เขื่อนมีน้ำมาก ทำไมบางชุมชนยังเสี่ยงขาดน้ำ?
ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมั่นคงด้านน้ำ เพราะเกษตรกรและชุมชนที่อยู่นอกเขตชลประทานอาจไม่สามารถเข้าถึงน้ำเหล่านั้นได้ และยังต้องพึ่งน้ำฝน สระ บ่อ หรือแหล่งน้ำท้องถิ่น
วิษณุจึงเสนอให้ประเมินน้ำในระดับพื้นที่ ทั้งฝนสะสม ฝนทิ้งช่วง ความชื้นดิน และปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริงในแหล่งน้ำ รวมถึงแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปาระดับหมู่บ้าน
คำถามที่แต่ละพื้นที่ควรตอบให้ได้คือ น้ำสำรองที่มีอยู่ใช้ได้อีกกี่วัน และหากฝนไม่มาตามคาด จะมีน้ำจากที่ใดมาทดแทน
การเตรียมพร้อมต้องครอบคลุมการซ่อมระบบ ลดการสูญเสียน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนกระจายน้ำสะอาดก่อนแหล่งน้ำแห้ง พร้อมจัดสรรน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่เข้าถึงน้ำจำกัดและครัวเรือนเปราะบาง
แล้งและร้อน เพิ่มความเสี่ยงไฟป่า–PM2.5 อย่างไร?
หากเกิดสภาพแห้งแล้งต่อเนื่อง การป้องกันไฟป่าและลดการเผาจะเป็นอีกภารกิจที่ต้องเตรียมล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 ยังขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดฝุ่น การเผา และสภาพอากาศที่มีผลต่อการสะสมและระบายมลพิษ จึงไม่อาจใช้ความแรงของเอลนีโญตัดสินสถานการณ์ฝุ่นโดยตรง
ข้อเสนอของวิษณุคือ เตรียมแผนพื้นที่เสี่ยง การลาดตระเวน ระบบตรวจจับไฟ กำลังคน และอุปกรณ์ก่อนเข้าสู่ฤดูไฟ พร้อมจัดการเชื้อเพลิงให้เหมาะกับระบบนิเวศ
ภาคเกษตรควรได้รับการสนับสนุนบริการเก็บ ขน และใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุ เพื่อลดความจำเป็นในการเผา ขณะที่ชุมชนควรมีพื้นที่ปลอดฝุ่นซึ่งดูแลทั้งความเย็นและการระบายอากาศอย่างเหมาะสม พร้อมปรับกิจกรรมกลางแจ้งตามค่าฝุ่นและคำเตือน
นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังน้ำเสีย น้ำเค็มรุก และรักษาน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่ชุ่มน้ำและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงน้ำจำกัด
จากรับมือน้ำท่วมสู่เตรียมรับแล้ง รัฐต้องทำอะไรตั้งแต่วันนี้?
การเตรียมรับมือจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดผู้รับผิดชอบ เกณฑ์เริ่มปฏิบัติ งบประมาณ และอุปกรณ์ให้พร้อม พร้อมปรับแผนตามพยากรณ์ระยะสั้นและสถานการณ์จริง
ภาคอุตสาหกรรมควรตรวจสอบความต้องการและปริมาณน้ำที่มี ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำตามคุณภาพที่เหมาะสม เตรียมน้ำและไฟฟ้าสำรองสำหรับระบบสำคัญ รวมถึงป้องกันสารเคมีและน้ำเสียรั่วไหล พร้อมซ้อมแผนรับน้ำท่วม น้ำขาด ไฟดับ และการขนส่งหยุดชะงัก โดยประสานการใช้น้ำกับชุมชนล่วงหน้า
ด้านการท่องเที่ยวควรกำหนดเกณฑ์ปิดพื้นที่เสี่ยง เตรียมเส้นทางอพยพและการสื่อสารหลายภาษา รวมถึงกิจกรรมทดแทนเมื่อร้อนจัดหรือฝุ่นสูง ขณะที่โรงแรมและสถานบริการควรลดการสูญเสียน้ำ ดูแลความสะอาดของอาหารและน้ำ และตรวจความปลอดภัยก่อนกลับมาเปิดบริการหลังน้ำลด
สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การบริหารน้ำหลากควรทำควบคู่กับการเก็บน้ำไว้ใช้เมื่อปลอดภัย ส่วนพื้นที่เสี่ยงแล้งต้องมีแผนช่วยเหลือก่อนน้ำหมด โดยเฉพาะระบบประปาชุมชน พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน และครัวเรือนที่มีทางเลือกเข้าถึงน้ำจำกัด
ช่วงเปลี่ยนผ่านจากปลายปี 2569 สู่ต้นปี 2570 จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเตรียมพร้อม เพราะน้ำที่ต้องเร่งระบายในวันนี้ อาจเป็นน้ำที่หลายพื้นที่ต้องการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า


