×
91590

วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 23)

18.05.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

6 Mins. read

คำนำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์อภิวัฒน์สยามในปีพุทธศักราช 2475 นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่งในประเทศของเรา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นส่งผลกระทบถึงสังคมส่วนใหญ่และปัจเจกชนส่วนย่อยจำนวนมาก เรื่องราวของผู้ที่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตจากการอภิวัฒน์ครั้งนั้นมีบันทึกไว้มากมาย แต่ละบุคคลล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป

 

ชีวิตของผู้คนนั้นเป็นแกนกลางของนวนิยายอยู่เสมอ โดยเฉพาะนวนิยายประวัติศาสตร์ ดังนั้นการหยิบยกชีวิตของบุคคลที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่สูงเด่น หากแต่ต้องผกผันอย่างคาดไม่ถึงมาเล่าใหม่ในครั้งนี้ แม้จะมีความจริงแฝงอยู่หลายประการ แต่การพ้องเคียงกับชีวิตของบุคคลใดก็ตามเป็นเพียงจินตนาการโดยสมบูรณ์ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

 

อนุสรณ์ ติปยานนท์

บทที่ยี่สิบสาม

 

มันเป็นเวลาดึกมากแล้ว แต่ชายสูงอายุผู้นั้นหาได้สามารถที่จะข่มตาหลับลงไม่ เขาลุกขึ้นจากเตียงในตำหนักที่อยู่ขอบเมืองรอบแล้วรอบเล่า ในชั้นแรกเขาเปิดแกลหน้าต่างดูดวงจันทร์ที่เต็มดวงในคืนนั้น “บุหลันช่างงามเหลือคณา” เขารำพึงกับตนเอง แต่แล้วเขาก็กลับรู้สึกโทมนัสในดวงจิตแทนที่จะเป็นความสุขใจ อันที่จริงแล้วเขาพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองมาเนิ่นนานแล้ว หากแต่ทุกครั้งที่เขาแลเห็นดวงจันทร์ ความรู้สึกที่รุนแรงต่อบ้านเมืองของเขากลับปะทุขึ้นอยู่เสมอ ในยามปกติ เขาคิดว่าเขาคุ้นชินกับความรู้สึกนี้แล้ว แต่ในยามที่อยู่เพียงลำพัง ความรู้สึกคิดถึงบ้านช่างรุนแรงยิ่งนักจนเขารู้ดีว่ามันไม่เคยจางหายไปจากกมลสำนึกของเขาเลย

 

ดวงจันทร์นั้นมีคำเรียกขานว่า ‘บุหลัน’ ในดินแดนที่เขาพำนักอยู่ ทุกครั้งที่เขามองเห็นดวงจันทร์ เขาคิดถึงบุหลัน และทุกครั้งที่เขาคิดถึงบุหลัน เขาย่อมไม่อาจไม่คิดถึงเพลง บุหลันลอยเลื่อน ได้เลย เพลงนี้นิพนธ์โดยบรรพบุรุษของเขาเนิ่นนานนัก หากแต่เป็นเพลงที่เขากลับรู้สึกว่าร่วมสมัยอยู่เสมอกาล ในอดีตทุกครั้งที่เขาร่วมวงบรรเลงเพลงกับคณะนักดนตรีในวังของเขา เขาจะขอให้เล่นเพลงนี้เสมอในยามค่ำ บางครั้งเขาก็ขอให้ครูซอประจำวงเล่นเพลงนี้ และหลายครั้งเขาก็เล่นเพลงนี้ด้วยตนเอง เพลง บุหลันลอยเลื่อน คือเพลงสรรเสริญความงามของดวงจันทร์ในความคำนึงของเขา ไม่มีเพลงใดจะแทนความงามของดวงจันทร์ได้เสมอเหมือนเพลงนี้ ไม่มีเลย

 

“กิดาหยันหมอบกรานอยู่งานพัด

พระบรรทมโสมนัสอยู่ในที่

บุหลันเลื่อนลอยฟ้าไม่ราคี

รัศมีส่องสว่างดังกลางวัน

พระนิ่งนึกตรึกไตรไปมา

ที่จะแต่งคูหาสะตาหมัน

ป่านนี้พระองค์ทรงธรรม์

จะนับวันเคร่าคอยทุกเวลา

ครั้นล่วงเข้ายามดึกสงัด

สงบเงียบเสียงสัตว์ทุกภาษา

วังเวงวิเวกวิญญาณ์

พระนิทราหลับไปในราตรีฯ”

 

เขารำพึงเพลงนั้นออกมาเป็นถ้อยคำอย่างช้าๆ ในตอนแรกเขารำพึงออกมาอย่างไม่รู้ตน แต่แล้วในตอนหลังเขาก็จงใจ เพลงที่เขารำพึงถึงมาเนิ่นนานนั้นมาจากวรรณคดีเก่าแก่เรื่อง อิเหนา ที่แฝงด้วยคำในภาษาชวาที่เขาคุ้นชินไปเสียแล้ว กิดาหยันนั้นหมายถึงเหล่ามหาดเล็ก ในขณะที่สะตาหมันหรือตาหมันนั้นหมายถึงสวน เมื่อครุ่นคิดมาถึงตอนนี้ เขาก็คิดถึงเหล่ามหาดเล็กที่เคยล้อมหน้าล้อมหลังในยามที่เขามีอำนาจ อีกทั้งเขายังอดคิดถึงสวนขนาดใหญ่ในวังที่ตนเองจากมาเสียมิได้

 

“ช่างมันเถิด” เขาพูดกับตนเอง “อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วดังสายน้ำและไม่อาจหวนคืน” ก็ไม่ใช่บรรดาคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเขาดอกหรือที่ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาไกลถึงที่นี่ ก็ไม่ใช่เหล่าทหารคนสนิทของเขาดอกหรือที่เอาปืนและอาวุธบังคับให้เขาต้องออกจากแผ่นดินเกิด เขานับถือในน้ำใจบริสุทธิ์ของผู้คนเหล่านั้นที่หวังจะเห็นบ้านเมืองของตนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เขาเคารพการตัดสินใจของคนหนุ่มเหล่านั้นที่อยากจะอภิวัฒน์บ้านเมืองของตนให้ทันสมัยเทียบกับอารยประเทศ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นทำไมเขาจึงจะไม่เข้าใจเล่า เขาเองก็เคยศึกษาเล่าเรียนในประเทศอัสดงคต ประเทศที่เชื่อกันว่าเจริญหนักหนาในยุทธวิธีแห่งการรบและการสงคราม แล้วก็ประเทศนั้นเองที่กำลังทำสงครามกินอาณาบริเวณไปค่อนโลกอยู่ในขณะนี้ เขาเข้าใจในทุกสิ่งอย่าง ทว่าสิ่งที่เขากังวลในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แห่งประเทศ ‘สยาม’ ประเทศบ้านเกิดของเขาไม่ใช่ในอุดมการณ์ของคนหนุ่มเหล่านั้น หากแต่เป็นความกังวลใน ‘อำนาจ’ ต่างหากเล่า จะมีอะไรล่อลวงและชักชวนให้คนเราไขว้เขวได้เสียยิ่งกว่าคำว่า ‘อำนาจ’ อีกเล่า เขารู้ซึ้งในข้อที่ว่านี้ดี ก็เขาเองมิใช่หรือที่มีอำนาจและทรงอำนาจทางการทหารที่สุดในขณะนั้น และอำนาจนี้เองที่ทำให้เขาต้องถูกบังคับให้สละมันไปกับบุคคลที่ปรารถนาจะได้มัน และอำนาจนี้เองที่ทำให้คนหนุ่มเหล่านั้นต้องรบราฆ่าฟันกันจนกระทั่งบัดนี้ เพียงหนึ่งปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มผู้ก่อการก็แบ่งแยกแตกออกเป็นสองฝ่าย ที่ปรึกษาหรือหัวสมองของผู้ก่อการถูกผลักไสออกนอกประเทศ มีการก่อการขบถโดยคนใกล้ชิดของเขาก่อนจะถูกปราบปรามจนราบคาบ หลังจากนั้นผู้ปราบปรามได้รับการอวยยศฐาบรรดาศักดิ์จนเกินหน้าเกินตาบุคคลอื่น และบุคคลอื่นที่ขวางหูขวางตาเหล่านั้นก็ถูกขจัดให้พ้นทาง บางคนระเห็จไปไกลถึงอินโดจีน บางคนถูกขับลงใต้มาทางมลายูจนเขาเองก็เคยเดินสวนกันบนท้องถนนอยู่ครั้งหนึ่ง ทั้งคู่เพียงแต่สบตากันแล้วก็เดินจากไป สำหรับคนที่หมดสิ้นหมดอำนาจแล้วทั้งสองคน ไม่มีบทสนทนาใดจะดีไปกว่าการทำตนเสมือนหนึ่งว่าเป็นบุคคลที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

 

 

เขากลับมาที่เตียง นอนราบลง พยายามข่มตาหลับ ในวัยชราเช่นนี้ไม่มีอะไรดีกว่าการพักผ่อนในเวลาอันควร ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย มัจจุราชทั้งสี่ซึ่งติดตามเสมอมาในชีวิต เขาผ่านมัจจุราชทั้งสามมาแล้ว บัดนี้เขาชรา แม้ว่าจะยังไม่เจอมรณะ แต่เขารู้ดีว่ามันจะต้องมาถึงในวันหนึ่ง ดังนั้นเขาจะต้องรักษาตัวให้ดีที่สุด ในวัยชรา เขานึกถึงสิ่งที่เขาควรจะกระทำและกระทำได้ในยามนี้ เขาเลิกใฝ่ฝันถึงการกลับบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว เขาใฝ่ฝันแต่การกระทำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนรุ่นหลัง และแล้วเขาก็นึกถึงบันทึกส่วนตนของเขา บันทึกที่เก็บงำความลับและเรื่องราวทั้งปวงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยามครานั้น

 

ครั้นแล้วเขาก็ลุกจากเตียงนอนอีกครา ตรงไปยังชั้นหนังสือ แสงสว่างจากตำหนักข้างเคียงบอกให้เขารู้ว่าลูกสาวของเขาก็ยังไม่ได้หลับลงด้วยเช่นเดียวกัน บางทีเธออาจกำลังมองดูดวงจันทร์เช่นเขาก็เป็นได้ เขาหยิบบันทึกของตนเองออกจากชั้น นับตั้งแต่ปี 1932 ที่เขาต้องออกจากประเทศเกิด เขาบันทึกเรื่องราวในชีวิตแยกออกตามรายปี ปีนี้ 1943 เป็นปีที่การสงครามในโลกกำลังดำเนินไปอย่างเข้มงวด เป็นปีที่บันทึกของเขาดำเนินมาถึงเล่มสิบเอ็ดแล้ว บันทึกของเขานับจำนวนหน้าได้นับพันๆ หน้า มีบางวันที่เขาไม่ได้จดบันทึกหรือก้าวข้ามไป แต่จำนวนหน้ามันก็ยังเป็นจำนวนนับพันอยู่ดี เขาคิดว่าบันทึกสิบปีแรกแห่งการถูกเนรเทศนั้นควรถูกตีพิมพ์ และมันควรถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันอันเป็นภาษาที่สองที่เขาคุ้นชิน เขาดำเนินการทุกอย่างอย่างเรียบร้อยนับแต่การตระเตรียมต้นฉบับ คัดลอก ทำสำเนา และติดต่อผู้แปล ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นจนเมื่อผู้แปลหายสาบสูญไป ผู้แปลที่มีนามว่า ไฮน์ริช เบิล หายสาบสูญไป

 

หลังลุกจากเตียง เขาหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าชั้นหนังสือ ไฮน์ริช เบิล หายไปไหน มาเม็ต คนขับรถประจำตัวของเขาก็หายตัวไปเช่นกัน เขาพยายามส่งคนที่รู้จักออกตามหา ทั้งยังพึ่งพาตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการทหารของกองทัพญี่ปุ่นด้วยอีกทาง แต่ไม่มีข่าวคราวใดของคนทั้งสอง เป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดมาก บุคคลที่เขาหวังพึ่งพิง หวังพึ่งพา กลับหายสาบสูญไป หรือนี่จะเป็นชะตากรรมของเขา ทุกครั้งที่เขาไว้ใจใคร ทุกครั้งที่เขาไว้ใจผู้ใด ความไว้วางใจนั้นจะถูกทำให้สั่นคลอนและจบลงแบบสะเทือนใจ วูบหนึ่งเขานึกถึงนายทหารคนสนิทที่หันกระบอกปืนเข้าหาเขาในเช้าวันที่ 24 มิถุนายนนั้น แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนความคิดโดยพลัน ป่วยการและเปล่าประโยชน์ที่จะนึกถึงอะไรที่ห่างไกลเช่นนั้น บัดนี้เราเป็นเพียงชายชราอายุเกินหกสิบปีแล้วคนหนึ่ง ความทรงจำในอดีตจะมากมายเพียงใดก็จำเป็นต้องปล่อยวาง ขัตติยมานะมากมายเพียงใดก็จำเป็นต้องปล่อยวาง เขาเก็บสมุดบันทึกทั้งหลายเข้าชั้นอย่างเศร้าสร้อย แต่ด้วยมืออันสั่นเทา นิ้วมือของเขากลับเกี่ยวเอาหนังสือเล่มหนึ่งให้พลัดตกจากชั้นแทน

 

เขาก้มหยิบหนังสือเล่มนั้นจากพื้น มันเป็นหนังสือวรรณคดีเก่าแก่ของชวาชื่อว่า ‘ปันหยี สะมิหรัง’ ฉบับนี้เป็นฉบับที่แปลเป็นภาษามาลายูแล้ว วรรณคดีเรื่องนี้เป็นวรรณคดีเรื่องเดียวกันกับ อิเหนา ที่เขาอ่านจนขึ้นใจแต่ยามเยาว์วัย คำว่า ปันหยี นั้นแปลว่านักรบหรือตัวละครเอก ส่วนคำว่า สะมิหรัง นั้นแปลว่าการปลอมตัว รวมความว่าวรรณคดี อิเหนา ในภาษามลายูที่เขาได้มานั้นแปลว่าการปลอมตัวของนักรบ เขาจำได้ว่าเขาได้วรรณคดีเรื่องนี้มาจากเมืองปัตตาเวีย แต่ที่เขาหลงลืมไปคือเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น เขาเคยแปลเรื่องราวใน ปันหยี สะมิหรัง เป็นภาษาแม่ ด้วยความต้องการที่จะเทียบเคียงกับเรื่องราวของ อิเหนา ที่เขาคุ้นเคย การแปลครั้งนั้นทำให้เขาได้เข้าใจภาษามลายูขึ้นอย่างมากมาย เขาลงมือค้นหาสมุดบันทึกการแปลของเขา จากชั้นหนังสือด้านล่างสู่ชั้นหนังสือด้านบน จากชั้นหนังสือฝั่งซ้ายสู่ชั้นหนังสือฝั่งขวา แต่ก็ไม่พบ เขาตัดสินใจเปิดไฟในห้องจนสว่างและลงมือค้นหาอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เช่นเดิม ต้นฉบับการแปลของ ปันหยี สะมิหรัง หาได้อยู่บนชั้นหนังสือไม่ เขายืนทบทวนความทรงจำอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเปิดหีบที่บรรจุเสื้อผ้าและสิ่งของของเขาขึ้น หลังการสำรวจผ่านไปชั่วครู่ เขาก็พบต้นฉบับการแปลอยู่ในหีบปัดขนาดใหญ่ที่เขานำติดตัวไปตอนตรวจเรือกสวนที่เขาตัดสินใจซื้อที่สุมาตรา เขาหยิบสมุดบันทึกการแปลนั้นขึ้นและอ่านมันทีละหน้า จากหนึ่งหน้าเป็นสองหน้า จากสองหน้าต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เวลาดำเนินไปจนรุ่งสาง แสงแดดทะลุบานหน้าต่างเข้ามา และเมื่อเขาวางสมุดบันทึกนั้นลง เขาก็รู้สึกแจ่มแจ้งในใจว่างานแปลชิ้นนี้ของเขาต่างหากที่สมควรถูกตีพิมพ์ บันทึกของเขาไม่มีมูลค่าราคาค่างวดใดเลย งานแปล ปันหยี สะมิหรัง ต่างหากที่สมควรถูกเผยแพร่ งานแปลวรรณคดีเรื่อง ปันหยี สะมิหรัง ต่างหากที่สมควรออกไปยืนอวดตัวต่อสาธารณชน

 

(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2561)

 

ติดตามอ่าน วายัง อมฤต ตอนก่อนหน้าได้ที่

 

 

อ้างอิง: worldthaiblog.com

FYI

เชิงอรรถ

  • เพลง บุหลันลอยเลื่อน เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งพระองค์ทรงเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ทั้งทางด้านกวีนิพนธ์และการดนตรีที่ชำนาญการเป็นเยี่ยม ยากจะหาผู้ใดมาเทียบ
  • พระองค์โปรดซอสามสายมากเป็นพิเศษ ถึงกับโปรดให้ยกหรืองดเก็บภาษีอากรส่วนใดก็ตามที่มีต้นมะพร้าวชนิดพิเศษที่ใช้ผลทำกะโหลกซอสามสาย ทรงสร้างซอสามสายด้วยพระองค์เองไว้หลายคัน มีอยู่คันหนึ่งโปรดมาก พระราชทานนามว่า ‘ซอสายฟ้าฟาด’ และโปรดทรงซอนี้เสมอในเวลาว่างพระกิจยามราตรี ถ้าไม่ร่วมวงก็มักทรงเดี่ยวตามลำพังของพระองค์เอง จนกระทั่งเกิดเป็นเพลง บุหลันเลื่อนลอยฟ้า ขึ้นในคืนวันหนึ่ง
  • ในคืนวันนั้น หลังทรงซอสามสายจนดึกแล้วเสด็จเข้าที่บรรทม ทรงพระสุบินว่าพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ตามปรากฏในพระสุบินนิมิตนั้นว่าเป็นสถานที่สวยงามอย่างยิ่งจนไม่มีที่แห่งใดในโลกเสมอเหมือน ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ค่อยๆ ลอยเคลื่อนเข้ามาใกล้พระองค์ทีละน้อยๆ และสาดแสงสว่างไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นปรากฏเป็นเสียงทิพยดนตรี แว่วกังวานหวานไพเราะเสนาะพระกรรณเป็นอย่างยิ่ง พระองค์เสด็จประทับทอดพระเนตรและทรงสดับเสียงดนตรีอันไพเราะอยู่ด้วยความเพลิดเพลินพระราชหฤทัย จากนั้นดวงจันทร์ก็ค่อยๆ ลอยถอยเลื่อนเคลื่อนห่างออกไปในท้องฟ้า พร้อมทั้งสำเนียงเสียงทิพยดนตรีนั้นก็ค่อยๆ เบาจางห่างจนหมดเสียงหายไป
  • พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพลันตื่นจากบรรทม แม้เสด็จตื่นรู้พระองค์กระจ่างแจ้งแจ่มพระทัยแล้ว สำเนียงดนตรีในพระสุบินยังแว่วกังวานพระโสตอยู่ จึงโปรดให้ตามมหาดเล็กเจ้าพนักงานการดนตรีเข้ามาต่อเพลงไว้ในยามราตรีนั้นเอง พระราชทานนามเพลงว่า บุหลันลอยเลื่อน หรือ บุหลันลอยฟ้า หรือบางทีเรียกกันว่าเพลงทรงพระสุบิน และเคยเรียกว่าเพลงสรรเสริญพระจันทร์ เพราะเคยใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีมาสมัยหนึ่ง ต่อมาเกิดเพลงสรรเสริญพระบารมีทำนองสากล จึงเรียกเพลงนี้ว่าเพลงสรรเสริญพระจันทร์ เป็นเพลงสรรเสริญบารมีซึ่งเคยใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติไทยในสมัยหนึ่ง
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories