×

‘Aman Modi’ ชี้บริษัท 90% พูดเรื่อง AI แต่มีเพียง 5% ที่สร้างมูลค่าจริง ‘กรวัฒน์ เจียรวนนท์’ แนะไทยสร้างโมเดล AI เฉพาะทาง

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2026
Aman Modi และ กรวัฒน์ เจียรวนนท์ บนเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

Aman Modi Managing Director & Partner, Head of BCG Thailand, The Boston Consulting Group (Thailand) และ กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Amity ชี้ทางรอดของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในการนำ AI ไปใช้งานจริงว่า องค์กรไม่อาจพึ่งพาเพียงการนำแชตบอตสำเร็จรูปมาให้พนักงานใช้ แต่ต้องปรับกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ และพัฒนาโมเดลเฉพาะทางที่ตอบโจทย์แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ

 

บนเวทีเสวนา Putting AI to Work: Productivity, People & Trust ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 Aman Modi เปิดเผยผลการศึกษาของ BCG ที่สะท้อนความจริงว่า แม้ผู้คนถึง 90% กำลังพูดถึง AI แต่มีเพียง 5% เท่านั้นที่สามารถสร้างมูลค่าจาก AI ได้จริง

 

แม้การศึกษา AI at Work ล่าสุดจะพบว่า 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามประหยัดเวลาทำงานได้มากกว่า 1 วันต่อสัปดาห์ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่มีทิศทางว่าจะนำเวลาที่ประหยัดได้ไปทำอะไรต่อ จึงไม่แปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าให้แก่องค์กร

 

“AI ช่วยประหยัดเวลาให้ผู้คน แต่เวลาที่ประหยัดได้ไม่ใช่คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้น” Modi กล่าว

 

Modi อธิบายว่า ธุรกิจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้พร้อมกัน แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญในจุดที่สร้างมูลค่าสูงสุดหรือเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ในองค์กร เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงการจ่ายเงิน ที่เดิมมนุษย์มีข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่ายขนาดเล็ก หรือการตรวจสอบความถูกต้องแบบสามทาง (Three-way Matching) ซึ่งบางครั้งเกิดการเรียกเก็บเงินเกินโดยที่ซัพพลายเออร์เองก็ไม่มีระบบตรวจจับ

 

การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่แค่การโยนเครื่องมืออย่าง ChatGPT หรือ Claude เข้าไปในวิธีทำงานเดิม แต่ต้องคิดใหม่ทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ โดยยึดหลัก 10-20-70 ของ AI ที่ว่า 10% คือเทคโนโลยีและโมเดล 20% คือข้อมูล และอีก 70% คือเรื่องของคน กระบวนการ และองค์กร

 

Modi แบ่งโครงสร้าง AI ออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ โมเดล และแอปพลิเคชัน โดยประเมินว่าไทยควรเน้นเล่นใน 2 จุดหลัก คือการมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจและปกป้องฐานอุตสาหกรรม และการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่หน้าต่างแชตในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพประมาณ 4–5 ด้าน เช่น การผลิตขั้นสูง เกษตรและแปรรูป การแพทย์ และการท่องเที่ยว สำหรับการช่วยเหลือ SMEs ที่ขาดแคลนเงินทุนและบุคลากรนั้น

 

Modi เสนอว่ารัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่ลงมือสร้างเอง แต่ควรรับบทเป็นผู้ประสานและสนับสนุนงบประมาณบางส่วน ดึงมหาวิทยาลัยและเอกชนมาร่วมสร้างแพลตฟอร์มกลางของแต่ละอุตสาหกรรม ตั้งหน่วยงานที่มีงบประมาณสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศและดึงดูดบุคลากรเข้าประเทศ คล้ายกับบทบาทของ EDBI ในสิงคโปร์

 

อุดช่องว่างแรงงานไทย และโอกาสของโมเดลเฉพาะทาง (Vertical Models)

 

ในบริบทของเศรษฐกิจไทย กรวัฒน์ชี้ว่า แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเป็นแรงงานระดับปฏิบัติการ ในขณะที่เครื่องมือหน้าต่างแชตอย่าง ChatGPT หรือ Claude ถูกสร้างขึ้นในสภาพแวดล้อมของพนักงานออฟฟิศ

 

ช่องว่างระหว่างหน้าต่างแชตกับวิธีที่แรงงานส่วนใหญ่ของไทยจะใช้งานจริงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่บริษัทไทยจะพัฒนาเครื่องมือมาเชื่อมต่อ เพราะบริษัทในซิลิคอนแวลลีย์ไม่ได้สนใจตลาดกลุ่มนี้

 

กรวัฒน์ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาภายในองค์กรของตนเองที่พนักงานหน้างานเขียนโค้ดไม่เป็น ทีมงานจึงสร้าง AI จัดการตั๋วงานคั่นกลางระหว่างพนักงานกับ Claude Code เมื่อพนักงานส่งคำขอเข้าไปและผ่านการอนุมัติจากคนเพียง 1 ขั้นตอน ระบบจะส่งต่อให้ทีม AI อีกชุดสร้างและอัปเดตฟีเจอร์เสร็จภายใน 1 วัน

 

รวมถึงกรณีแพลตฟอร์ม Voice AI ที่เริ่มต้นพัฒนาในไทยและส่งออกไปยุโรปจนสร้างกำไรถึง 80% ของบริษัท โดยนำไฟล์เสียงบันทึกการโทรย้อนหลังหลายร้อยสายของธุรกิจขนาดเล็ก เช่น เชนร้านอาหาร มาโคลนเสียงพนักงานต้อนรับเพื่อรับสายและรับจองโต๊ะอัตโนมัติ ช่วยให้พนักงานหน้าร้านไม่ต้องเสียสมาธิจากการต้อนรับลูกค้า

 

นอกจากการปรับรูปแบบการใช้งานแล้ว กรวัฒน์มองว่าไทยต้องก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ซื้อแอปพลิเคชัน ไปสู่การสร้างโมเดลเฉพาะทาง (Vertical Models) โดยใช้ข้อมูลที่บริษัทระดับโลกเข้าไม่ถึง เช่น ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระหนี้ของธนาคารไทย หากนำมาฝึกฝนโมเดลเฉพาะด้าน การใช้โมเดลขนาดใหญ่ระดับ 1 ล้านล้านพารามิเตอร์ของบริษัทอเมริกันเพื่อจัดอันดับเครดิตลูกค้ารายเดียวมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น ในขณะที่การนำโมเดลแบบ Open-weight มาย่อขนาดเหลือเพียง 8,000 ถึง 12,000 ล้านพารามิเตอร์ก็เพียงพอต่อการใช้งานเฉพาะทาง

 

ทั้งนี้ กรวัฒน์เสนอว่ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทย เช่น ในกลุ่ม SET50 หรือ SET100 ซึ่งมีความสามารถด้านนวัตกรรมและมีช่องทางเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อย ควรเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อส่งต่อให้ SMEs ผ่านระบบอย่างแอปธนาคาร อีคอมเมิร์ซ หรือซอฟต์แวร์ POS และต้องมุ่งแข่งขันในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก ไม่ใช่ทำเพื่อตลาดในประเทศเท่านั้น

 

บทบาทคนทำงานยุคใหม่ และความจำเป็นในการใช้ AI ป้องกันภัยจาก AI

 

สำหรับความกังวลเรื่องการแย่งงาน กรวัฒน์ ยืนยันว่าบริษัทยังคงรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน แม้ในสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์ปัจจุบัน AI จะเขียนโค้ดแทนไปแล้วราว 90% จนวิศวกรซอฟต์แวร์ลดเวลาเขียนโค้ดจาก 90–100% เหลือเพียง 5% หรือน้อยกว่านั้น

 

แต่คนไม่ได้ตกงาน เพราะองค์กรยังต้องการมนุษย์ในการกำกับ ตรวจสอบ และใช้จุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่ Aman Modi ระบุว่าในธุรกิจของตนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และไม่เห็นความต้องการพนักงานระดับเริ่มต้นลดลง เพราะหากหยุดจ้างเด็กจบใหม่ในวันนี้

 

ในอีก 10 ปีข้างหน้าองค์กรจะเผชิญช่องว่างทางทักษะและการฝึกฝนงาน เนื่องจากคนไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นพาร์ตเนอร์ที่มีวิจารณญาณเฉียบคมได้หากไม่เคยผ่านงานระดับเริ่มต้นมาก่อน สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการฝึกให้คนรีวิวงานของ AI ด้วยความช่างสังเกตและวิจารณญาณทางวิชาชีพให้เร็วขึ้น

 

ด้าน Modi ยกคำกล่าวของ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่บอกกับสหภาพแรงงานว่า “ผมให้สัญญาได้ถึงความมั่นคงในการมีงานทำ ไม่ใช่ความมั่นคงในตำแหน่งงาน ตำแหน่งงานของคุณจะเปลี่ยนไป”

 

โดยเสนอว่าโครงการรีสกิลต้องไม่เป็นเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่ต้องทำร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อเปลี่ยนกรอบคิดในการเรียนรู้ของผู้คน ขณะที่ กรวัฒน์ แนะกลยุทธ์ให้ภาครัฐใช้ AI ในการฝึกอบรมคนเรื่อง AI เพราะใช้ภาษาธรรมชาติที่เข้าใจง่าย และต้องจับคู่เครื่องมือฝึกอบรมเข้ากับช่องทางที่คนไทยและร้านค้ารายย่อยหลายแสนรายใช้งานอยู่แล้ว เช่น LINE หรือแอปพลิเคชันธนาคาร เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ฟรี เช่น การใช้ AI ช่วยสอนความรู้ทางการเงินหรือการทำบัญชี

 

อย่างไรก็ตาม Modi เปรียบเทียบการพัฒนา AI ในปัจจุบันว่าเหมือนการแข่งขันสะสมอาวุธ และคาดว่าโลกอาจต้องเผชิญกับหายนะย่อยๆ ก่อนที่ภาครัฐและผู้กำกับดูแลจะเข้ามาจัดระเบียบอย่างจริงจัง ในระหว่างนี้แต่ละองค์กรต้องสร้างกรอบควบคุมของตนเอง โดยกำหนดขีดจำกัดว่าจุดใดที่ AI ทำได้ เช่น การสังเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็น และจุดใดที่ต้องเป็นวิจารณญาณของมนุษย์เสมอ อย่างการประเมินผลงานหรือการตัดสินใจจ้างและเลิกจ้าง

 

ส่วน กรวัฒน์ เห็นตรงกันและชี้ว่าแม้แต่ห้องแล็บที่เน้นความปลอดภัยสูงสุดก็ยังมีรายงานว่า AI หลุดออกไปแฮ็กระบบ ดังนั้นนอกจากการกำกับดูแลแล้ว รัฐบาลและองค์กรธุรกิจต้องลงทุนในระบบป้องกันภัยไซเบอร์ เพราะท้ายที่สุดแล้ววิธีเดียวที่จะป้องกัน AI ได้ก็คือการใช้ AI อีกตัวหนึ่งเข้ามารับมือ


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories