ในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังขับเคลื่อนโลก ความต้องการพลังงานไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงแค่ปริมาณ แต่ต้องการความเสถียรและเป็นพลังงานสะอาดเพื่อก้าวข้ามกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 หัวข้อ “Modernizing the Grid, Powering the Sustainable Future” ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ผวก.กฟผ.) ได้ฉายภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบไฟฟ้าไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยย้ำว่าพลังงานและเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก และประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะได้เปรียบในการแข่งขันดึงดูดนักลงทุน
ขยายระบบส่ง EEC รับคลื่น Data Center
การเข้ามาของอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวในแผน PDP ไว้ในปริมาณมหาศาล ถือเป็นความท้าทายสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟปริมาณมากและต้องการความเสถียรสูง ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผวก.กฟผ. ระบุว่า Data Center ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงจำเป็นต้องส่งไฟฟ้าจากแหล่งผลิตนอกพื้นที่เข้ามา กฟผ. จึงมีแผนขยายระบบส่งใน EEC เพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอ
สำหรับงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งนี้จะทยอยลงทุนระยะยาว โดยงบประมาณจะมาจากเงินรายได้ของ กฟผ. เป็นหลัก โดยอาจจะมีการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) หรือการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Sustainability-Linked Bond) เป็นส่วนเสริม
ปรับบทบาทสู่ ‘Ecosystem Connector’ รับยุค Prosumer
เมื่อผู้ใช้ไฟในอนาคตสามารถผลิตและขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าได้เอง (Prosumer) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าจึงต้องเปลี่ยนจากทิศทางเดียว (One-way) เป็นสองทาง (Two-way) ดร.นรินทร์ เผยว่า กฟผ. กำลังปรับบทบาทจากเดิมที่เป็นผู้ผลิตและส่งไฟฟ้า ดูแลความมั่นคงของระบบ รวมถึงบริหารจัดการสมดุลระหว่าง Demand และ Supply ตลอดจนเตรียมปริมาณสำรองไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง รองรับกรณีที่พลังงานหมุนเวียนเกิดความผันผวนไปสู่การเป็น ‘ผู้พัฒนาและบริหารระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต’ หรือ ‘Ecosystem Connector’ เพื่อเชื่อมโยงผู้เล่นทุกภาคส่วนในตลาดไฟฟ้าอนาคต
ตลาดไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง นำไปสู่ Third Party Access หรือ TPA ในการให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม ที่ในอนาคตจะสามารถขอใช้หรือเชื่อมต่อเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งต้องมีการกำหนดอัตราค่าบริการอย่างเหมาะสม โดยอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่สำคัญและจำเป็น เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย กฟผ. จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลความมั่นคงของระบบ บริหารจัดการสมดุลระหว่าง Demand และ Supply รวมถึงการเตรียมโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงรองรับกรณีที่พลังงานหมุนเวียนเกิดความผันผวน
ยกระดับโครงข่ายอัจฉริยะ และศึกษา SMR ‘เลโก้พลังงานสะอาด’
เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานทดแทน กฟผ. ได้ดำเนินโครงการ Grid Modernization อาทิ การปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงเป็นระบบดิจิทัลเพื่อควบคุมแบบ Real-Time, ขยายศักยภาพศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ REFC ที่ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ AI คาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน, นำเทคโนโลยีอย่าง STATCOM มาใช้ช่วยควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมโดยอัตโนมัติ ทำให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้น แม้กำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจะเปลี่ยนแปลง พัฒนาศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด หรือ Demand Response Control Center (DRCC) เพื่อบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ถือเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์การผลิตไฟฟ้าสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง (24/7) โดย ดร.นรินทร์ อธิบายว่า SMR มีลักษณะการติดตั้งคล้ายตัวต่อเลโก้ ขนาดประมาณ 300 เมกะวัตต์ต่อยูนิต สามารถยกมาติดตั้งได้ง่ายและมีความปลอดภัยสูง โดย กฟผ. กำลังศึกษาโมเดลการเช่าซื้อเชื้อเพลิง ซึ่งผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบนำเชื้อเพลิงใช้แล้วกลับไปจัดการ ทำให้ไทยไม่ต้องแบกรับภาระการกำจัดขยะนิวเคลียร์ โดยในแผน PDP ระยะยาวมีการคาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วน SMR ในปริมาณที่สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการทยอยลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และคงโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติไว้เพื่อความมั่นคง
ผลักดันเป้าหมายระยะสั้นให้เป็นรูปธรรม
ดร.นรินทร์ มั่นใจว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลและการขับเคลื่อนของกระทรวงพลังงาน จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม 3 ด้านหลัก คือ 1. การเร่งลงทุนระบบบริหารจัดการพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) เพื่อบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้
2. การนำนโยบายภาครัฐไปปฏิบัติจริง การขยายระบบส่งรองรับ Data Center ในพื้นที่ EEC 3. การยกระดับเสถียรภาพและความยั่งยืนของระบบไฟฟ้าให้เป็นพลังงานสะอาด เพื่อสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว

