S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของ ‘ไทย’ ที่ระดับ BBB+ คงมุมมองที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) คาด GDP ไทยปีนี้โต 2.3% เผยจะติดตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ เทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ
ประเด็นสำคัญ
- เปิดเหตุผล S&P คงอันดับเรตติ้งและมุมมอง
- เปิดปัจจัย ‘เชิงลบ’
- เปิดปัจจัย ‘เชิงบวก’
- เทคบูม แต่ไทยยังโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน
- จับตาหนี้ภาครัฐเพิ่มแตะ 47% ของ GDP ในปี 2572
- ส่งออกเทคโนโลยีหนุนดุลบัญชีเดินสะพัด ก่อนกลับมาเกินดุลปี 2570
- ชี้ ธปท. เป็นจุดแข็ง แต่ห่วงหนี้ครัวเรือนยังสูง 86% ของ GDP
- เอกนิติย้ำ Fitch Moody’s S&P เชื่อมั่นทิศทางนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน S&P Global Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลก ประกาศ คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ของประเทศไทยไว้ที่ระดับ ‘BBB+’ และคงสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign currency rating) ระยะสั้นไว้ที่ ‘A-2’ ตลอดจนคงเรตติ้งสกุลเงินท้องถิ่น (Local currency rating) ระยะยาวที่ ‘A-’ ระยะสั้นที่ ‘A-2’ แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาว ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) ส่วนการประเมินความสามารถในการโอนและการแปลงสภาพยังคงอยู่ที่ระดับ ‘A’
เปิดเหตุผล S&P คงอันดับเรตติ้งและมุมมอง
สำหรับสาเหตุที่ S&P คงอันดับเรตติ้งและมุมมองครั้งนี้ เป็นเพราะ S&P มองว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า ในแนวเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน โดยมีแรงหนุนจากมาตรการคลังของภาครัฐในระดับปานกลาง
เปิดปัจจัย ‘เชิงลบ’
อย่างไรก็ตาม S&P Global อาจปรับลดอันดับเครดิต หากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงอ่อนแอกว่าที่ S&P Global คาดการณ์ไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่ (1) เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญ (2) สถานะทางการคลังของประเทศอาจอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ
เปิดปัจจัย ‘เชิงบวก’
ในทางกลับกัน S&P Global อาจปรับเพิ่มอันดับเครดิต หากประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหาก S&P Global ประเมินว่า แรงจูงใจ (incentive) ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างกะทันหันได้ลดลง
ย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา Moody’s Ratings ปรับขึ้นแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทย (Outlook) จากเชิงลบ (Negative) กลับมาเป็นมีเสถียรภาพ (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน
ตามมาด้วย Fitch Ratings ที่ปรับเพิ่มมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยจาก ‘เชิงลบ’ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+ เมื่อเดือนกันยายน
สะท้อนว่า สถาบันจัดอันดับรายใหญ่ ทั้ง 3 แห่ง มีมุมมองต่อประเทศไทยในทิศทางที่สอดคล้องกัน
เทคบูม แต่ไทยยังโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน
S&P Global Ratings ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง แม้ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก (Global Tech Cycle) ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Semiconductor ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2569
อย่างไรก็ตาม S&P Global มองว่า แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ายังมีเสถียรภาพ และมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น หากประเทศไทยสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบายและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
S&P Global Ratings ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่งผลต่อความต่อเนื่องและความสามารถในการคาดการณ์นโยบาย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน
นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง และบางครั้งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ภาคธุรกิจยังคงลงทุนในประเทศไทย แต่ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจกลับเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม S&P Global มองว่า ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อาจเป็นโอกาสให้ประเทศไทยกลับมามีความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบายมากขึ้น เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากร่วมกับพรรคการเมืองสำคัญอื่นๆ รวมถึงพรรคเพื่อไทยได้ค่อนข้างรวดเร็ว
S&P Global ประเมินว่า เสถียรภาพของรัฐบาลผสมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายระยะยาวได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะสั้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมต่อ GDP จากปัจจุบันที่ประมาณ 23-24% เป็น 30% ผ่านมาตรการปฏิรูปต่างๆ ที่มุ่งเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม S&P Global คาดการณ์ว่า GDP ที่แท้จริงของประเทศไทยในปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 2.3% ใกล้เคียงกับการเติบโต 2.4% ในปี 2568 โดยแรงส่งจากภาคเทคโนโลยีจะช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 80% ของปริมาณการใช้น้ำมันดิบทั้งหมด และพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติสูงถึงประมาณ 40% โดยน้ำมันดิบที่นำเข้าราวครึ่งหนึ่งมาจากประเทศคู่ค้าในตะวันออกกลาง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงโดยตรงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น แต่ S&P Global ระบุว่า รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะไม่ให้คำมั่นในการอุดหนุนราคาพลังงานระยะยาว หากราคายังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากต้นทุนการเดินทางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
S&P Global คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 2.4% ต่อปีในช่วงปี 2569-2572 โดยประเมินว่าการเติบโตจะยังอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัวในช่วงหลายปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐานว่าตลาดพลังงานโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างต่อเนื่อง
จับตาหนี้ภาครัฐเพิ่มแตะ 47% ของ GDP ในปี 2572
ในด้านฐานะการคลัง S&P Global ประเมินว่า การก่อหนี้สุทธิของรัฐบาล (Net Debt Accumulation) จะสูงสุดในปี 2569 ที่ประมาณ 4.2% ของ GDP ก่อนทยอยปรับลดลงในระยะต่อไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ของ GDP ในช่วงปี 2569-2572 ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 47% ในปี 2572 จากประมาณ 40% ณ สิ้นปี 2568
ทั้งนี้ S&P Global มองว่า รัฐบาลไทยมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการคลังแบบสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไปอย่างน้อยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยรองรับผลกระทบจากความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ
โดยรัฐบาลยังใช้เครื่องมือทางการคลังและกึ่งการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน อาทิ การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบจากการกู้ยืมอยู่มากกว่า 1 แสนล้านบาทเล็กน้อย โดยหนี้ดังกล่าวยังไม่ได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาล
นอกจากนี้ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการกู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
อย่างไรก็ตาม S&P Global คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงของหนี้ภาครัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) จะทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากรัฐบาลต้องพิจารณาสมดุลระหว่างการให้ความช่วยเหลือเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง กับข้อจำกัดด้านเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP
ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลไทยยังอยู่ในระดับปานกลาง จากอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่ค่อนข้างต่ำ โดย S&P Global คาดว่าภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ของรัฐบาลทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7% ในช่วงหลายปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการระดมทุนของรัฐบาลมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการของตลาดการเงินในระยะหลัง
ด้านการลงทุนภาครัฐ S&P Global ระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนในแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งตามแผนแม่บท อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนสำคัญดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ทำให้ภาระเงินทุนไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกมาตรการเพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติการลงทุนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่โครงการ Data Center ขนาดใหญ่ การสนับสนุนผู้ผลิตไทยให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ธุรกิจที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีในประเทศ
S&P Global มองว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านดังกล่าวอาจช่วยฟื้นฟูขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญกับการเติบโตของผลิตภาพที่อ่อนแอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ส่งออกเทคโนโลยีหนุนดุลบัญชีเดินสะพัด ก่อนกลับมาเกินดุลปี 2570
ด้านภาคต่างประเทศ S&P Global คาดการณ์ว่า บัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยในปี 2569 จะอยู่ในระดับใกล้สมดุล หลังจากเกินดุลต่อเนื่องมา 3 ปี เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มช่วยสนับสนุนการเติบโตของการส่งออกในช่วงไตรมาสต่อๆ ไป เนื่องจากสินค้านำเข้าบางส่วนเป็นสินค้าขั้นกลางที่นำไปใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก ประกอบกับการคาดการณ์ว่าราคาพลังงานจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้ S&P Global คาดว่าบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลประมาณ 2.1-2.4% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะเผชิญกับเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่ S&P Global มองว่า ฐานะงบดุลภายนอกและสภาพคล่องระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า สู่ระดับ 32.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 จากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง
ขณะที่สภาพคล่องภายนอกของประเทศไทยมีแนวโน้มทรงตัวในช่วงหลายปีข้างหน้า แม้เงื่อนไขทางการค้าโลกยังเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดย S&P Global คาดการณ์ความต้องการเงินทุนภายนอกขั้นต้น (Gross External Financing Needs) ของไทยจะเฉลี่ยเกือบ 77% ของรายรับจากบัญชีเดินสะพัดรวมกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สามารถนำมาใช้ได้ในช่วงปี 2569-2572
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิจากต่างประเทศ (Net External Creditor) โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ต่างประเทศสุทธิแบบแคบ (Narrow Net External Debt) จะอยู่ในระดับเป็นบวกเฉลี่ยประมาณ 22% ของรายจ่ายในบัญชีเดินสะพัดตลอดช่วงปี 2569-2572
ชี้ ธปท. เป็นจุดแข็ง แต่ห่วงหนี้ครัวเรือนยังสูง 86% ของ GDP
ด้านนโยบายการเงิน S&P Global มองว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการกำหนดนโยบายการเงินและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สนับสนุนโครงสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยอัตราเงินเฟ้อในอดีตของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันหลายแห่ง
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 โดยเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีเพียง 0.5% ในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น
ทั้งนี้ S&P Global คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยชะลอลงในระยะต่อไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4% ในปี 2570
ขณะที่หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 86% ของ GDP แม้มีแนวโน้มทยอยปรับลดลง โดย ธปท. ได้ใช้แนวทางผสมผสานในการบริหารจัดการภาระหนี้ครัวเรือน ทั้งการส่งเสริมให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก การช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย และมาตรการโอนย้ายหนี้เสียรายย่อยที่ติดขัดไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์
S&P Global มองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงได้เล็กน้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หนี้ครัวเรือนยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีขนาดใหญ่และมีสินเชื่อเพื่อการบริโภคอยู่ในสัดส่วนสูง
นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ขนาดสินทรัพย์รวมของภาคธนาคารเมื่อเทียบกับ GDP ทรงตัวมาตั้งแต่ปี 2557 โดย S&P Global ประเมินว่า ธปท. จะยังคงทยอยออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับหนี้ครัวเรือนต่อไป พร้อมมองว่ารัฐบาลมีภาระผูกพันที่อาจเกิดขึ้นจากภาคธนาคาร (Contingent Liabilities) ในระดับจำกัด
เอกนิติย้ำ Fitch Moody’s S&P เชื่อมั่นทิศทางนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
อ้างอิง:

