เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา นิกร จำนง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส. ผู้รับรองจำนวน 48 คน ได้ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ประเด็นสำคัญ
▪️ เพิ่มหมวดโหวตเลือกนายกฯ เปิดทางแคนดิเดตโชว์วิสัยทัศน์
สาระสำคัญที่น่าสนใจในร่างแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ คือการเพิ่ม ‘หมวด 8/1 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี’ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ดังนี้
- สส. แต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองแจ้งไว้และมีคุณสมบัติครบถ้วนได้ 1 ชื่อ โดยต้องมาจากพรรคการเมืองที่มี สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน สส. ทั้งหมด โดยการรับรองให้กระทำเป็นการเปิดเผย
- ก่อนสภาจะลงมติ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการดำรงตำแหน่งต่อที่ประชุมภายในเวลาที่ประธานกำหนด (กรณีผู้ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้เป็น สส. ให้ประธานพิจารณาอนุญาตให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ได้)
- การลงคะแนนให้กระทำเป็นการเปิดเผย โดยมติเห็นชอบต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หากไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ ให้ประธานสภาดำเนินการเพื่อให้มีการเสนอชื่อและพิจารณาใหม่ในการประชุมครั้งถัดไป
▪️ ตีกรอบอำนาจกรรมาธิการ สกัดการใช้อำนาจพลการ-เปิดช่องประชาชนร้องเรียน
ร่างแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ยังมุ่งเน้นการจัดระเบียบและตีกรอบการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการใช้อำนาจโดยพลการ โดยกำหนดให้การเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง จะต้องได้รับความเห็นชอบโดยมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการ และทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อประธานหรือรองประธาน กมธ. โดยสามารถใช้ลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการ กำหนดให้เป็นการประชุมโดยเปิดเผย เว้นแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือกรรมาธิการจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งร้องขอให้ประชุมลับ
หากที่ประชุมเห็นสมควรให้มีการถ่ายทอดสด จะต้องใช้มติมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด และเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิบุคคลภายนอก
หากมีการกล่าวถ้อยคำในการถ่ายทอดสดที่ทำให้บุคคลอื่น (ที่ไม่ใช่นายกฯ รัฐมนตรี หรือกรรมาธิการ) ได้รับความเสียหาย บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อประธาน กมธ. ภายใน 3 เดือน เพื่อขอให้มีการโฆษณาคำชี้แจง
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกติกาการเลือกประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเปิดให้ผู้ถูกเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ได้โดยไม่มีการอภิปราย หากมีผู้ได้คะแนนสูงสุดเท่ากันให้ลงคะแนนใหม่ และหากยังเท่ากันอีกให้ใช้วิธีจับสลาก
รวมทั้งกำหนดให้การกำหนดประเด็นการพิจารณาหรือการแถลงข่าวของคณะกรรมาธิการต้องใช้มติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
▪️ เคาะเวลาตอบกระทู้ 20 นาที รองรับการทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ในมิติของการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและเพิ่มความกระชับในการทำงาน ร่างข้อบังคับได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถามต้องมาตอบด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นสามารถมอบหมายหรือขอเลื่อนได้ โดยสามารถยื่นหนังสือผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นเดียวกับการตั้งกระทู้ถามทั่วไปและกระทู้ถามแยกเฉพาะ (เฉพาะเรื่อง พื้นที่ หรือบุคคล) ที่สามารถยื่นล่วงหน้าผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้เช่นกัน
ส่วนกระทู้ถามที่ขอให้ตอบในที่ประชุมสภา ได้มีการกำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าต้องถามและตอบให้แล้วเสร็จภายในเวลา 20 นาที
▪️ รับรองสถานะร่างกฎหมาย-เพิ่มนักกฎหมายนิติบัญญัติ
สำหรับกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ร่างข้อบังคับฉบับนี้ได้วางหลักประกันว่า กรณีที่ สส. ผู้เสนอร่างพ้นจากสมาชิกภาพจนทำให้จำนวนผู้เสนอไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาได้อนุญาตให้บรรจุในระเบียบวาระแล้ว
รวมถึงมีการกำหนดระยะเวลาการเสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าภายใน 7 วันทำการนับแต่วันที่สภารับหลักการ และเปิดทางให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสามารถแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการประจำคณะได้ไม่เกิน 2 คน โดยหากตั้ง 2 คน จะต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่เป็นนักกฎหมายนิติบัญญัติ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น

