ท่ามกลางการจัดระเบียบโลกใหม่ (New Order) ที่ขับเคลื่อนด้วยการแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว การเงินดิจิทัล และการผงาดขึ้นของกลุ่ม Global South โดยมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับ Deep Tech เป็นแกนกลางทำลายล้างโครงสร้างเดิม ศุภชัย เจียรวนนท์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงการสร้างมูลค่าภายในประเทศแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้แต้มต่อทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน เชื่อมโยงตนเองเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่
ประเด็นสำคัญ
🔴 วางตำแหน่งสู่ 5 ฮับระดับโลก ขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ศุภชัย ชี้ว่า สิ่งที่ทุกประเทศกำลังแข่งขันกันคือการเป็นผู้นำและศูนย์กลาง (Hub) ของ New Economy ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะผลักดันบทบาทของตนเองใน 5 มิติหลัก ได้แก่ ฮับเศรษฐกิจใหม่ (New Economy Hub) ที่ต่อยอดจากการลงทุน Data Center สู่การดึงดูดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตชิป ระบบอัตโนมัติ (Robotics) และการรักษาฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้อยู่ในระดับ 1 ใน 10 ของโลก
มิติถัดมาคือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Tech & Innovation Hub) ที่ต้องเร่งขยับงบวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ที่ 0.9% ของ GDP ให้สูงขึ้น ควบคู่กับการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากเป้าหมายเดิม 2,000 รายสู่ระดับแสนราย อีกทั้งยังต้องสร้างฮับทุนมนุษย์ (Human Capital Hub) ผ่านการสร้างระบบนิเวศ University Startup และ University Lab ให้นักศึกษา 2 ล้านคนพร้อมประยุกต์ใช้ AI ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา
นอกจากนี้ ยังมีบทบาทด้านความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ (Food Security & Healthcare Hub) ที่ต่อยอดจากศักยภาพการเกษตรและบริการสุขภาพสู่ Wellness Tourism ซึ่งตลาดโลกมีมูลค่ามหาศาล และสุดท้ายคือ ฮับการค้า โลจิสติกส์ และการเงิน (Global Trade & Logistics/Financial Hub) ที่ไทยสามารถใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เชื่อมมหาสมุทรและภูมิภาคเพื่อยกระดับมูลค่าการค้าจากเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
🔴 เรียนรู้โมเดลสิงคโปร์ ดึงดูดสตาร์ทอัพด้วย Matching Fund
ในมิติด้านนวัตกรรม ศุภชัยได้ยกกรณีศึกษาของสิงคโปร์ที่มีเทคสตาร์ทอัพจดทะเบียนกว่า 50,000 ราย โดยเสนอใช้มาตรการภาษี และนโยบาย Matching Fund หรือการที่รัฐบาลร่วมลงทุนเท่ากับสัดส่วนของ Venture Capital (VC) ระดับโลก โดยผูกเงื่อนไขให้มาตั้งห้องปฏิบัติการ R&D และจ้างงานบุคลากรในประเทศ กลไกจูงใจลักษณะนี้จะช่วยดึงทั้งทุนและคนเก่ง (Talent) เข้ามาในระบบนิเวศ ซึ่งหากไทยสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยและสนับสนุนเงินทุนตั้งต้น (Seed Fund) ในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ก็จะสามารถขยายฐานสตาร์ทอัพและดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วภูมิภาคเข้ามาเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมในไทยได้เช่นกัน
🔴 เสริม 5 เสาหลักภายใน สู่ความโปร่งใสและพลังงานมั่นคง
การจะบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยรากฐานความเข้มแข็งภายใน 5 ด้าน ได้แก่ ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ การมีเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางนโยบาย ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐที่ตรวจสอบได้ด้วย AI และการผลักดันระบบเศรษฐกิจไร้เงินสด (Cashless Society) ให้เหลือเงินสดในระบบเพียง 10% เพื่อให้ทุกธุรกรรมตรวจสอบย้อนกลับได้
ในขณะเดียวกัน ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์จากการมีพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ซึ่งเอื้อต่อการวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้นทุนแข่งขันได้ รวมถึงความจำเป็นในการเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เติบโตอย่างน้อย 3 เท่า เพื่อหนุนให้ GDP เติบโตได้ในระดับ 4-5%
🔴 กระจายทุนสู่ภูมิภาค และทางออกด้วย AI
ในประเด็นการกระจายความมั่งคั่ง ศุภชัยเสนอให้จัดสรรทุนสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานผูกโยงกับจำนวนประชากรในแต่ละระดับเมือง พร้อมยกตัวอย่างการปฏิรูปชลประทานให้เป็นสินทรัพย์ของสหกรณ์การเกษตรเหมือนโมเดลในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดความเสี่ยงน้ำท่วมน้ำแล้ง
พร้อมกันนี้ ยังตั้งคำถามเชิงนโยบายถึงการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันกระจายไปลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนดอกเบี้ย มาพิจารณาจัดสรรส่วนสำคัญเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 ฮับของประเทศ เพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงอย่างแท้จริง
ศุภชัย เจียรวนนท์ สรุปบทเรียนสำคัญทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น การเข้าสู่ยุค AI ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายใหม่ แต่ปัญญาประดิษฐ์คือเครื่องมือและ “ทางออก” ที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนและปลดล็อกการเติบโตของประเทศไทยนับจากนี้

