ในวันที่ระเบียบโลกแตกเป็นหลายขั้วและมหาอำนาจผูกมิติความมั่นคงเข้ากับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก การที่ไทยเพิ่งเสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings จนสปอตไลท์ส่องมาที่ประเทศไทย อาจเป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ เพราะความท้าทายที่แท้จริงคือ การเปลี่ยน ‘บทสนทนา’ (Dialogue) ให้กลายเป็นการ ‘ส่งมอบผลงาน’ (Delivery) เพื่อสร้าง ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ (Trust) จากประชาคมโลก
ประเด็นสำคัญ
- หมดยุค ‘ไผ่ลู่ลม’ สู่ ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ (Active Neutrality)
- เมื่อเทคโนโลยีผูกโยงกับความมั่นคง ความชัดเจนคือ เงื่อนไขสร้าง ‘ความไว้วางใจ’
- สาง ‘กรรมเก่า’ กฎระเบียบ คอร์รัปชัน ก่อนเวที Davos 2027
- สลายไซโลราชการ เปลี่ยน ‘ทีมไทยแลนด์’ เป็น ‘ดีลทีม’ ที่วัดผลได้
- รับมือเพื่อนบ้าน: จัดการปัญหารอบด้าน ควบคู่สะพานเชื่อมเมียนมา
หมดยุค ‘ไผ่ลู่ลม’ สู่ ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ (Active Neutrality)
ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแสดงความเห็นบนเวที ‘Redefining Thailand’s Place In The World วางหมากไทยใหม่ ในระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป’ ในงาน ‘THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026’ ในวันนี้ (4 พฤศจิกายน) ระบุว่า ยุทธศาสตร์การทูตแบบดั้งเดิมของไทยที่เปรียบเสมือน ‘ไผ่ลู่ลม’ หรือการปรับตามทิศทางลม ไม่สามารถใช้รับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป เพราะบริบทภูมิรัฐศาสตร์เวลานี้เปลี่ยนสภาพเป็น ‘พายุหมุน’ การวางตัวเป็นกลางด้วยการทำตัวน่ารักหรือพยายามผูกมิตรกับทุกฝ่ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ไทยต้องดำเนินนโยบาย ‘Active Neutrality’ หรือ ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ โดยมียุทธศาสตร์และภูมิคุ้มกันที่ชัดเจนในแต่ละภูมิภาค รู้ว่าแต่ละประเทศมีความสำคัญต่อไทยในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือเทคโนโลยีอย่างไร เพื่อสร้างสมดุลอำนาจอย่างแท้จริง
เมื่อเทคโนโลยีผูกโยงกับความมั่นคง ความชัดเจนคือ เงื่อนไขสร้าง ‘ความไว้วางใจ’
ประเด็นเรื่องความไว้วางใจในเวทีระหว่างประเทศกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก โดย ปานปรีย์ ยกตัวอย่างกรณีสหรัฐฯ สั่งระงับการส่งออกเครื่องจักรและชิปเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า เศรษฐกิจและเทคโนโลยีถูกผูกโยงเข้ากับความมั่นคงแห่งชาติอย่างเบ็ดเสร็จ หากไทยต้องการเป็นฐานการลงทุนด้านเทคโนโลยีและดึงดูดทุนต่างชาติ ไทยต้องมีความโปร่งใสชัดเจนว่า สินค้าส่งออกไปที่ใดและมีแหล่งที่มาจากไหน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในทุกมิติ
สาง ‘กรรมเก่า’ กฎระเบียบ คอร์รัปชัน ก่อนเวที Davos 2027
แม้ไทยจะได้รับความสนใจอย่างมาก จากการประชุมระหว่างประเทศ แต่ต่างชาติยังคงจับตาปัญหาโครงสร้างภายในประเทศที่เป็นเสมือน ‘กรรมเก่า’ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) ที่ยังมีขั้นตอนซ้ำซ้อนและยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปานปรีย์ มองว่า ช่วงเวลาประมาณ 90 วันหลังจบการประชุม IMF-World Bank จนถึงการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส (Davos) ในช่วงกลางเดือนมกราคม 2027 คือ หน้าต่างโอกาสสำคัญที่ไทยจะต้องเร่งนำสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ไปขับเคลื่อนให้เกิดความคืบหน้า เพื่อนำผลงานที่เป็นรูปธรรมไปรายงานต่อสายตาชาวโลก
สลายไซโลราชการ เปลี่ยน ‘ทีมไทยแลนด์’ เป็น ‘ดีลทีม’ ที่วัดผลได้
หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจคือ ปัญหาโครงสร้างการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ของระบบราชการ โดย ปานปรีย์ ชี้ว่า สถานทูตและกงสุลของกระทรวงการต่างประเทศที่มีเครือข่ายเกือบ 100 แห่งทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นผู้ ‘เปิดประตู’ และเข้าถึงผู้นำระดับสูงของแต่ละประเทศได้ แต่การจะแปลงโอกาสให้เกิดผลสัมฤทธิ์จำเป็นต้องอาศัยกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เช่น พาณิชย์ หรือการคลัง เข้ามาร่วมขับเคลื่อน จึงเสนอให้ยกระดับจาก ‘ทีมไทยแลนด์’ ไปสู่การจัดตั้ง ‘ดีลทีม’ (Deal Team) ที่กำหนดเป้าหมายเชิงรุกรายประเทศ มีอำนาจเจรจา และมีตัวชี้วัดความสำเร็จจากการปิดดีลการค้าและการลงทุนได้อย่างแท้จริง
รับมือเพื่อนบ้าน: จัดการปัญหารอบด้าน ควบคู่สะพานเชื่อมเมียนมา
สำหรับมิติประเทศเพื่อนบ้าน ปานปรีย์ อธิบายว่า ความสัมพันธ์กับกัมพูชามีความซับซ้อนขึ้น เนื่องจากครอบคลุมกรอบ ‘DIME+L’ (การทูต, สารสนเทศ, การทหาร, เศรษฐกิจ และกฎหมาย) โดยเฉพาะปัญหาการสื่อสารข้ามแดนและผลกระทบต่อผู้ประกอบการชายแดนและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งรัฐบาลต้องรักษาสมดุลและเตรียมความพร้อมในการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ขณะที่ประเด็นเมียนมา ไทยยังจำเป็นต้องเดินหน้าคู่ขนาน ทั้งการยึดแนวทางฉันทามติของอาเซียนและการเจรจาทวิภาคีกับทุกกลุ่ม เพื่อคลี่คลายปัญหาเร่งด่วน เช่น ขบวนการสแกมเมอร์ ยาเสพติด แรงงาน และมลพิษทางน้ำ โดยวางบทบาทให้ไทยเป็น ‘สะพานเชื่อม’ ดึงเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการพูดคุยกับอาเซียนเพื่อมุ่งสู่สันติภาพ
บทสรุปสำคัญของยุทธศาสตร์การต่างประเทศยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการรักษาภาพลักษณ์หรือการสร้างพื้นที่สนทนา แต่คือการมีเป้าหมายที่แม่นยำ การเร่งส่งมอบผลงานจริงเพื่อลบล้างข้อกังขาเดิม และการขยับบทบาทเชิงรุกอย่างมีสติ ท่ามกลางพายุหมุนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

