‘เอกนัฏ’ เปิดโรดแมปปฏิรูปพลังงานไทย แยก Data Center รับต้นทุน LNG เอง เดินหน้าปลดล็อก Direct PPA ทุกอุตสาหกรรม พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนจริงยืนยันไม่ผลักภาระประชาชน พลิกบทบาท ‘กฟผ.’ สู่ผู้บริหารโครงข่ายไฟฟ้า ดันโซลาร์ประชาชน 10,000 เมกะวัตต์
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (4 พ.ย.) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 หัวข้อ Powering Thailand: Energy Reform for a New Economy ปฏิรูปพลังงานไทย ลดต้นทุน เปิดทางเศรษฐกิจใหม่
ว่า หนึ่งในแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คือการเตรียมแยก Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ ให้รับผิดชอบต้นทุน LNG นำเข้าที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเอง พร้อมบริหารกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อลดภาระต้นทุนค่าพร้อมจ่ายในระบบ และยืนยันว่าจะไม่ผลักภาระค่าไฟฟ้าไปยังภาคครัวเรือน
แยก Data Center เป็นผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ ดึงต้นทุน LNG ออกจากพูลก๊าซเดิม
เอกนัฏอธิบายว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญจากการขยายตัวของ Data Center คือความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตลาดจร (Spot) ที่มีราคาสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อต้นทุนก๊าซในระบบโดยรวม
กระทรวงพลังงานจึงเตรียมจัดหมวดหมู่ Data Center ให้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ (Category 9) เพื่อกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้รับผิดชอบต้นทุน LNG นำเข้าที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้าด้วยตัวเอง แทนการนำต้นทุนดังกล่าวไปรวมกับพูลก๊าซเดิม ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมทั่วไป
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางนำกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง ที่มีอยู่ในระบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จากเดิมที่กำลังการผลิตส่วนเกินถูกมองว่าเป็นต้นทุน ของระบบและก่อให้เกิดภาระค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) โดยการนำกำลังผลิตที่เหลืออยู่มาใช้รองรับความต้องการของ Data Center จะช่วยเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้า และกระจายภาระค่าพร้อมจ่ายไปยังปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้น
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนค่าพร้อมจ่ายเฉลี่ยต่อหน่วย และบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเดิม
เกณฑ์คัดเลือก Data Center คืบหน้า 90%
สำหรับมาตรการกำกับดูแลการลงทุน Data Center เอกนัฏระบุว่า กระทรวงพลังงานได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดระเบียบการลงทุนใหม่ทั้งหมด หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยอยู่ในสถานะตั้งรับต่อการเข้ามาของธุรกิจดังกล่าว
ปัจจุบันเกณฑ์การคัดเลือกโครงการมีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และเตรียมประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ โดยโครงการลงทุนใหม่จะต้องผ่านการพิจารณาจากส่วนกลางว่า สร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด ทั้งการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และการส่งเสริมอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty)
นอกจากนี้ ยังต้องผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้น้ำและการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วจะใช้แนวทาง Code of Practice เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่
รุกขยาย Direct PPA ทุกอุตสาหกรรม รอ ‘กกพ.’ เคาะ 1.40 บาท
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน คือการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA)
เอกนัฏ เปิดเผยอีกว่า มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ปรับขยายแนวทาง Direct PPA จากเดิมที่ดำเนินการในรูปแบบ Sandbox ซึ่งจำกัดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะ Data Center และกำหนดเพดานไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมอื่นที่มีความต้องการใช้พลังงานสะอาด โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันได้โดยตรง
สำหรับขั้นตอนต่อไป อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาอัตราค่าบริการโครงข่ายระบบไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ซึ่งรวมถึงค่าบริการระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge)
โดยปัจจุบันมีการหารืออัตราเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 1.40 บาทต่อหน่วย รวมถึงค่าปรับกรณีใช้ไฟฟ้าไม่ตรงตามแผน (Imbalance Charge)
“อัตราค่าบริการดังกล่าวจะสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และเป็นแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตที่ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับต้นทุนการดักจับคาร์บอน หากยังพึ่งพาการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” เอกนัฏ กล่าว
พลิกบทบาท ‘กฟผ.’ สู่ผู้บริหารโครงข่ายไฟฟ้า ดันโซลาร์ประชาชน 10,000เมกะวัตต์
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบันประมาณ 20% เป็น 50% ภายใน 10 ปี และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 65% ในระยะถัดไป
ภายใต้โครงสร้างใหม่ ภาคเอกชนจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาดและซื้อขายไฟฟ้าผ่านกลไกตลาดเสรี ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะปรับบทบาทไปเน้นการลงทุนและบริหารจัดการโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Transmission) โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่ายเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงระบบให้รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะยังคงมีบทบาทดูแลโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และไฮโดรเจน
ขณะที่ภาคประชาชน มีแนวทางเพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเป็น 10,000 เมกะวัตต์ กำหนดสัญญารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย พร้อมผลักดันกลไกสนับสนุนเงินทุน โดยนำบิลค่าไฟฟ้าในอนาคตมาใช้เป็นหลักประกันในการติดตั้งระบบโซลาร์ เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด
เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย ค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง
เอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงสร้างพลังงานไทยในอนาคตต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ใช่การใช้รูปแบบเดียวกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม โดยครัวเรือนทั่วไปไม่ควรถูกผลักให้ต้อง แบกรับต้นทุนพลังงานสะอาดที่สูงเกินความจำเป็น
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหรือ Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมาก ต้องรับผิดชอบต้นทุนการจัดหาและพัฒนาพลังงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง
การปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า การเปิดให้มีการแข่งขัน และการกำหนดค่าบริการโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุนจริง จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาค่าไฟฟ้าของประชาชน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน


