ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงไม่อาจพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องมองไปถึงการยกระดับผลิตภาพ นวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่อาจช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวคือ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (Thailand – EU Free Trade Agreement : FTA) ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปิดตลาดและลดภาษีระหว่างกัน แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการผลิต ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจสีเขียวของโลก
หลุยซา ราเกอร์ (H.E. Mrs. Luisa Ragher) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถา ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 หัวข้อ ‘Thailand–EU FTA: Trade, Green Transition & Growth’ โดยชี้ถึงโอกาสและความท้าทายของไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า FTA ระหว่างไทย และ EU นั้นสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของภาคธุรกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
โจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ กับการสร้างเศรษฐกิจที่รักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ราเกอร์ มองว่าโจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีถัดไป แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เธอมองว่า ภูมิศาสตร์การค้ากำลังเปลี่ยนไป เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแตกออกเป็นกลุ่มมากขึ้น และถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และการจัดวางห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งภาคการผลิตและบริการ รวมถึงส่งผลต่อโอกาสของคนรุ่นใหม่ ส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานก็ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและความมั่นคงของประเทศ
อีกหนึ่งความท้าทายคือ ‘การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์’ เพราะเมื่อจำนวนแรงงานลดลง แต่เศรษฐกิจยังต้องผลิตสินค้าและบริการให้ได้ในระดับเดิม ผลิตภาพของแรงงานแต่ละคนจึงมีความสำคัญมากขึ้น
นอกจากนี้ การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังผลักดันให้บริษัทต่างๆ ต้องกระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตหรือคู่ค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างทั้งความท้าทายและโอกาส โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีจุดแข็งจากการเป็นฐานการผลิตที่มีความซับซ้อน มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค อีกทั้งยังมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต
FTA ไทย-EU กำหนดอนาคตความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปกล่าวถึง คือความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU ซึ่งในขณะนั้นทั้งสองฝ่ายได้เจรจาเสร็จสิ้นแล้ว 10 รอบ และมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
เธอมองว่า FTA มักถูกทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการลดภาษีศุลกากรและการเปิดตลาด แต่ความตกลงที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันมีขอบเขตกว้างกว่านั้น เพราะเป็นการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในอนาคต ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนการสร้างกติกาที่เป็นธรรม โปร่งใส และคาดการณ์ได้
สำหรับสหภาพยุโรป การเปิดตลาดต้องเดินควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเงื่อนไขประกอบการค้า
ความสำคัญของตลาดยุโรปยังสะท้อนผ่านขนาดเศรษฐกิจและเครือข่ายการค้าของ EU ซึ่งมีมูลค่าการค้าสินค้าและบริการรวมกันมากกว่า 8 ล้านล้านยูโร คิดเป็นประมาณ 16% ของการค้าโลก อีกทั้งยังมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ มากกว่า 70 ประเทศ ทำให้การเข้าถึงตลาดยุโรปมีความหมายต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในแง่โอกาสทางการค้าและการเชื่อมโยงกับตลาดโลก
ในส่วนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ไทย และ EU มีมูลค่าการค้าขายสินค้าระหว่างกันในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้านยูโร หรือราว 1.66 ล้านล้านบาท ขณะที่การค้าบริการมีมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านยูโร หรือราว 5.3 แสนล้านบาท และ EU มีมูลค่าการลงทุนสะสมในประเทศไทยประมาณ 40,000 ล้านยูโร หรือกว่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากยุโรปเกือบ 20,000 แห่ง สร้างการจ้างงานโดยตรงประมาณ 2.2 แสนตำแหน่ง ยังไม่นับรวมการจ้างงานทางอ้อม
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า EU ไม่ได้เป็นเพียงตลาดส่งออก แต่เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและแหล่งเงินลงทุนที่สำคัญของไทย
นอกจากนี้ การศึกษาของรัฐบาลไทย ยังประเมินว่า FTA ไทย-EU อาจช่วยเพิ่ม GDP ของไทยได้ประมาณ 1.25% และเพิ่มการส่งออกได้ราว 2.8%
เศรษฐกิจสีเขียว โอกาสสร้างอุตสาหกรรมและความได้เปรียบใหม่
อีกหนึ่งประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของ FTA ไทย-EU คือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจทั่วโลก
ราเกอร์ อธิบายว่า บริษัทต่างๆ กำลังเผชิญความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยกระดับความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตในอนาคตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงว่า ‘ผลิตอะไร’ แต่ยังรวมถึง ‘ผลิตอย่างไร’ ด้วย
การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ เกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สะอาด จึงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าที่ธุรกิจต้องนำเสนอให้กับตลาด
สำหรับไทยและ EU ต่างมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ บริษัทจากยุโรปมีศักยภาพในการนำเทคโนโลยี เงินลงทุน และความเชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุน ขณะที่ไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน และมีตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค หากสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ก็อาจนำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่และแหล่งการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
โจทย์ใหญ่ของไทย ผลิตภาพ การลงทุน การยกระดับเศรษฐกิจ
แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งด้านฐานการผลิตและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค แต่ราเกอร์ ชี้ว่าไทยยังต้องเผชิญกับโจทย์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
ข้อมูลที่เธอนำเสนอสะท้อนว่า การเติบโตเฉลี่ยของผลิตภาพแรงงานไทยในช่วงปี 2015 – 2025 อยู่ที่ประมาณ 2.3% ต่อปี ลดลงจากช่วงปี 2010 – 2015 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4.8% ขณะที่การเติบโตเฉลี่ยของผลิตภาพการผลิตโดยรวม (Total Factor Productivity: TFP) อยู่ที่ระดับศูนย์
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังมีข้อจำกัดในการสร้างประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ขณะที่การเปรียบเทียบสัดส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่อ GDP ในช่วงปี 2015 – 2023 ยังสะท้อนความท้าทายด้านความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุน โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 11% เทียบกับมาเลเซีย 25% และเวียดนาม 42%
แม้ตัวเลขการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด จึงยังต้องติดตามว่าการลงทุนเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้มากน้อยเพียงใด
ในมุมของเอกอัครราชทูต EU ความท้าทายทางเศรษฐกิจขั้นต่อไปของไทยคือการเปลี่ยนจากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเงินทุนและแรงงาน ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม และการแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยทั้งการลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
3 ภารกิจที่ไทยต้องเร่งทำ เพื่อพลิก FTA สู่การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
ในช่วงท้ายของการกล่าวปาฐกถา ราเกอร์ เสนอภารกิจสำคัญ 3 ประการที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญในระยะต่อไป เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจและความตกลงการค้าเสรีไทย-EU ได้แก่
1.การยกระดับห่วงโซ่มูลค่าและลงทุนในทรัพยากรมนุษย์
2. การทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุนและการทำธุรกิจ
3.การใช้ประโยชน์จากการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน
ทั้งสามภารกิจนี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปิดตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้ หากประเทศยังขาดการพัฒนาทักษะแรงงาน กฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ราเกอร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ประเทศไทยมีทั้งสินทรัพย์ ขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม และตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ภารกิจสำคัญคือการเปลี่ยนข้อได้เปรียบเหล่านั้นให้กลายเป็นผลิตภาพที่สูงขึ้น นวัตกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น และมูลค่าที่เพิ่มขึ้นสำหรับประชาชน”
การพลิกโฉมประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสมากขึ้น สร้างงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น และนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

