×

3 บทเรียนเศรษฐกิจ จากญี่ปุ่นถึงไทย สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ สู้โลกผันผวน

โดย THE STANDARD TEAM
04.11.2026
โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวสปีชบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ทวีความรุนแรง แม้ญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง แต่ในไทย อันดับผู้ลงทุนรายใหญ่ของญี่ปุ่นเริ่มปรับลดลงมาอยู่ที่อันดับ 4 หรือ 5 ไม่ใช่เพราะถอนเงินออก แต่เพราะประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียกำลังดึงดูดเม็ดเงินใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงไม่ใช่เพียงการมองหาอุตสาหกรรมใหม่ แต่คือการรักษาฐานรากเดิม พร้อมต่อยอดสู่อนาคตอย่างไร ผ่าน 3 บทเรียนเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นถึงไทย ในมุมมองของ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย บนเวที ‘Japan-Thailand: Co-Creating the Next Economy ญี่ปุ่น-ไทย ร่วมสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่’ ในงาน ‘THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026’ ในวันนี้ (4 พฤศจิกายน)

 

1. ปกป้อง ‘ฐานส่งออก’ อย่าปล่อยให้ตลาดในประเทศถูกกระทบ จนเสียขีดความสามารถ

 

โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ระบุว่า บทเรียนสำคัญที่สุดของไทยคือ การเป็น ‘Export Hub’ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูงเกิน 90% และสร้างงานมากกว่า 80,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากการส่งออก ปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน และนโยบายเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกปลอดภาษี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะตลาดในประเทศ

 

ทูตมาซาโตะชี้ว่า ขีดความสามารถในการส่งออกจำเป็นต้องพึ่งพาปริมาณความต้องการในตลาดภายในประเทศ (Domestic Market Volume) เพื่อพยุงกำลังการผลิต การที่ผู้ผลิตญี่ปุ่นอย่าง Suzuki และ Subaru ตัดสินใจยุติสายการผลิตรถยนต์ในไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมส่งออกหลักนี้ไว้อย่างไร เช่นเดียวกับตัวอย่างเชิงบวกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่ใช้วัตถุดิบในไทยและส่งออกสู่ตลาดโลกถึง 96%

 

2. เปลี่ยนความท้าทายระดับโลกและสังคมให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

 

ประเด็นที่สองคือ การมอง ‘ความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม’ ว่าไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสทางธุรกิจใหม่ (Green Transition) ไทยมีจุดแข็งในภาคเกษตรกรรม เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งต่อยอดสู่เอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ และอุตสาหกรรมชีวภาพได้ รวมถึงการพัฒนาระบบจัดการขยะและซากยานยนต์เก่า โดย ทูตมาซาโตะ ชี้ให้เห็นแบบจำลองในญี่ปุ่นที่จัดเก็บภาษีรถยนต์เก่าในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนเป็นยานพาหนะใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการรีไซเคิลขยะก่อสร้างได้สูงถึง 97%

 

ขณะเดียวกัน วิกฤตประชากรของไทยที่มีอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 0.86 ซึ่งต่ำกว่าญี่ปุ่นที่ 1.2-1.3 กลายเป็นความเสี่ยงรุนแรงต่อความยั่งยืนทางสังคม ทางออกสำคัญคือ แนวคิด ‘ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี’ (Healthy Life Expectancy) เพื่อลดช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ยและช่วงวัยที่แข็งแรง โดยในญี่ปุ่นเริ่มผลักดันให้องค์กรธุรกิจลงทุนดูแลสุขภาพพนักงาน ซึ่งตลาดทุนตอบรับด้วยการสะท้อนมูลค่าหุ้นของบริษัทกลุ่มนี้ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยมองว่านี่คือ ธุรกิจสุขภาพเชิงป้องกันที่ไทยสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมใหม่ได้

 

3. เกาะขบวนเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

 

สำหรับก้าวต่อไปในเทคโนโลยีอนาคต ทูตมาซาโตะเน้นย้ำว่า ไทยไม่ควรจำกัดบทบาทตัวเองอยู่เพียงการเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี เช่น ในอุตสาหกรรมอวกาศที่กำลังกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ไทยสามารถเริ่มต้นจากการเป็นผู้ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับพันธมิตรต่างชาติได้ทันที

 

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องเริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่น เซมิคอนดักเตอร์เชิงแสง (Optical Semiconductors) ที่ช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ระบบประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) รวมถึงเทคโนโลยี 6G และแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state Batteries) ซึ่งหากไทยหาพันธมิตรและเข้าร่วมพัฒนาได้ทันท่วงที ก็จะสามารถคว้าประโยชน์จากคลื่นเศรษฐกิจระลอกใหม่ได้อย่างแท้จริง

 


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories