×

“เจตนาดี ไม่เคยคิดล้มล้าง” สรุปประเด็นสำคัญหลังศาลฎีกาไต่สวนวิโรจน์ พยานปากแรกจากกลุ่ม 44 สส. อดีตก้าวไกล

03.11.2026
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยมีฉากหลังเป็นศาลฎีกา

การไต่สวนในคดี ‘44 สส.’ ของศาลฎีกาเข้าสู่อีกช่วงสำคัญ โดยในวันนี้ (3 พฤศจิกายน) เป็นการสืบพยานจากฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรก และมี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคก้าวไกล เป็นคนแรกในกลุ่ม 44 สส. ที่เดินทางมาเบิกความต่อศาลฎีกาด้วยตนเอง ก่อนการสืบพยานฝ่ายผู้คัดค้านกว่า 60 ปากจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปี 2570

 

 

วิโรจน์เปิดเผยภายหลังการไต่สวนที่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงว่า เขารู้สึก “สบายใจมาก” ที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลในวันนี้ พร้อมระบุว่า โชคดีที่ตนเองได้เป็นพยานปากแรก ทำให้สามารถชี้แจงเจตนาที่ดีของกลุ่ม 44 สส. ในการดำเนินการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

 

“ผมจับปฏิกิริยาของศาล ผมรู้สึกดีมากๆ ที่ศาลท่านรับฟัง และคำถามที่ศาลถามก็เป็นคำถามที่ศาลอยากทราบจริงๆ เปิดโอกาสให้ผมได้เล่าเจตนาที่ดี ศาลท่านก็สบตา พยักหน้ารับฟัง” วิโรจน์กล่าว

 

THE STANDARD เข้าติดตามการไต่สวนในห้องพิจารณาคดีอีกครั้ง โดยมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

 

พยานฝ่าย 44 สส. เบิกความครั้งแรก ‘วิโรจน์’ ประเดิม

 

การไต่สวนนัดนี้มีพยานฝ่ายผู้คัดค้าน (44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล) จำนวน 2 คน เข้าเบิกความต่อศาล ประกอบด้วย

 

  1. ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้คัดค้านลำดับที่ 21

 

บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้ นิธิ ละเอียดดี เป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัคค้าน เป็นผู้ซักพยานคนหลัก ร่วมด้วย ธีรัจชัย พันธุมาศ สส. กทม. พรรคประชาชน ในฐานะผู้คัดค้านลำดับที่ 3 ซึ่งว่าความและซักพยานด้วยตนเองมาตลอด รวมถึง สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส. กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้คัดค้านลำดับที่ 12 ตลอดจน ธีระ สุธีวรางกูร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนในคอกพยาน

 

อย่างไรก็ตาม ไม่พบอดีต สส. ในกลุ่ม 44 คน มาร่วมรับฟังการไต่สวนเหมือนนัดที่พยานฝั่งผู้ร้อง (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.) เบิกความ เช่น สุรวาท ทองบุ, องค์การ ชัยบุตร, นิติพล ผิวเหมาะ, สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, ศักดินัย นุ่มหนู และอีกหลายคน

 

วิโรจน์เบิกความต่อศาลในทำนองว่า ขณะที่ตนเองเป็น สส. พรรคก้าวไกล ได้รับทราบการแจ้งข้อบกพร่องในร่างกฎหมายที่เสนอไปจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการหารือในที่ประชุม สส. ประจำสัปดาห์ และไม่สามารถจำได้ละเอียดว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้นำมาแจ้งต่อที่ประชุมหรือไม่ เพราะมีการแจ้งและหารือกันในกลุ่ม สส. หลายคน

 

วิโรจน์ยืนยันว่า ในการหารือของที่ประชุม สส. มีความมั่นใจว่าสิ่งที่กระทำชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีข้อสรุปร่วมกันว่า ความเห็นของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไม่ใช่การชี้ขาดว่าร่างกฎหมายที่เสนอนั้นถูกหรือผิด อีกทั้งการเสนอกฎหมายยังไม่ทำให้กฎหมายถูกบังคับใช้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาอีก 3 วาระ รวมถึงวุฒิสภา และผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ

 

ยึดแนวทาง คอป. ปิดช่องใช้มาตรา 112 กลั่นแกล้งผู้เห็นต่าง

 

วิโรจน์ยังเบิกความว่า กรณีดังกล่าวถูกนำมาหารือในที่ประชุม สส. หลายครั้ง และได้นำข้อทักท้วงมาพิจารณาอย่างจริงจัง รวมทั้งอยากได้ปรึกษาหารือกับนักกฎหมาย นักวิชาการ ตลอดจนยึดแนวทางของรายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเคยมีคำแถลงเมื่อช่วงปี 2554 ที่ระบุชัดว่า มาตรา 112 มีอัตราโทษสูง ไม่ได้สัดส่วน จำกัดดุลยพินิจของผู้พิพากษา และเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง

 

วิโรจน์อ้างว่า รายงานของ คอป. เสนอให้ปรับลดบทกำหนดโทษ รวมถึงจำกัดการริเริ่มการดำเนินคดี ให้ต้องได้รับการเห็นชอบจากเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อไม่ให้มีการใช้มาตรา 112 กลั่นแกล้งกัน เพราะในสถานการณ์ช่วงที่มีการเสนอร่างกฎหมายโดยพรรคก้าวไกล พบว่ามีประชาชนหลายกลุ่มจับผิดกัน เพื่อแจ้งความมาตรา 112 ต่อผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง โดยส่วนตัวตีความคำแถลงของ คอป. การดำเนินคดีตามมาตรา 112 ควรมีข้อจำกัด และคำนึงอย่างรอบคอบว่าการแจ้งความนั้นจะกระทบกับสถาบันหรือไม่

 

ในช่วงหนึ่ง นายวิโรจน์ได้ตอบคำถามนายธีรัจชัยเกี่ยวกับความเห็นต่างไม่เป็นเอกฉันท์ในที่ประชุม สส. ก่อนการลงชื่อเสนอกฎหมาย โดยเบิกความว่า สส. แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย ทุกคนมีวิจารณญาณของตนเอง ไม่มีใครมาสั่งว่าต้องเห็นตรงกันทั้งหมด พร้อมย้ำว่า ในรายงานของ คอป. อยากได้เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภามีความกล้าหาญทางการเมืองในการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งทุกคนเองก็เห็นว่า คอป. และ ศ.คณิต ต่างก็เป็นผู้มีเจตนาดีต่อประเทศชาติ มุ่งหวังความปรองดองในบ้านเมืองเป็นหลัก

 

ยืนยัน 44 สส. หวังดีต่อบ้านเมือง-ไร้เจตนาล้มล้าง

 

วิโรจน์ยืนยันด้วยว่า พวกเราไม่เคยมีเจตนาจะล้มล้างการปกครอง แต่เรามีดำริร่วมกันว่า หากประชาชนใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน จะสร้างความเดือดร้อนและกระทบกับสถาบันฯ ในที่ประชุม สส. ของพรรคเอง ยังมี สส. น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 ซึ่งกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างไร มาให้พวกเราได้รำลึก พวกเราไม่มีใครหวังร้ายต่อบ้านเมือง แต่เรามีความกล้าหาญตามข้อเรียกร้องของ คอป. ให้นำปัญหาของบ้านเมืองมาแก้ไขในรัฐสภาซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนด หากไม่ใช้สภา ก็กังวลว่าจะเกิดการสู้รบกัน สร้างบาดแผลร้าวลึกในสังคมไทยโดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้มาตรา 112 ด้วย

 

จากนั้น ทนายความฝ่ายผู้ร้องได้ซักค้านว่า วิโรจน์ร่วมลงชื่อในร่างแก้ไขกฎหมายโดยไม่ได้เห็นด้วยในทุกประเด็น มีเรื่องบทกำหนดโทษด้วยหรือไม่ วิโรจน์เบิกความว่า มีความเห็นต่างในรายละเอียดปลีกย่อย แต่เมื่อสมาชิกแสดงความเห็นให้ข้อกังวลของตนคลี่คลายแล้ว จึงเคารพมติพรรค พร้อมย้ำว่ามติของพรรคเป็นวิจารณญาณของ สส. แต่ละคน ที่ผ่านการนำความเห็นต่างมาหารือร่วมกัน ไม่ได้เอาความเห็นใครเป็นใหญ่ ตนเองไม่ได้ถูกบังคับและไม่ได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ

 

ในช่วงหนึ่ง นิธิได้อ้างคำเบิกความของ เกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. พรรคก้าวไกล ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง อ้างว่าวิโรจน์เคยมาพูดกับตนว่า ‘แน่ใจหรือว่าจะไม่ร่วมลงชื่อ’

 

วิโรจน์ยอมรับว่า ขณะนั้นตนเองดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค การตัดสินใจของเกษมสันต์ย่อมเป็นคำถามของสื่อมวลชน จึงได้พูดในฐานะเพื่อนร่วมงานในเชิงตัดพ้อการตัดสินใจของเกษมสันต์ และเน้นย้ำว่าตำแหน่งโฆษกพรรคไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษหรือตัดสินใจให้เกษมสันต์ลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้าได้หรือไม่

 

พยานผู้เชี่ยวชาญมอง กฎหมายควรคุ้มครองกษัตริย์มากกว่าคนธรรมดา แต่ต้องไม่สูงเกินสัดส่วน

 

นอกจากนี้ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี ได้เบิกความต่อศาล ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน ที่เคยทำความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง โดยอธิบายความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ยกตัวอย่างประเทศที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ซึ่งก็ปรากฏว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศดังกล่าวได้รับการยอมรับ และไม่มีการล้มล้างสถาบันมาเป็นเวลานานจนปัจจุบัน

 

ทนายฝั่งผู้คัดค้านซักถามความเห็นของพยานต่อกระบวนการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายของ 44 สส. เทียบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีเจตนาเล็งเห็นผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครองหรือไม่อย่างไร โดย ผศ.ดร.รณกรณ์เบิกความว่า เจตนาเล็งเห็นผลถือเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาทั่วไป ตามหลักการแล้ว ไม่สามารถนำการคาดเดาหรือเล็งเห็นผลไปเทียบกับเจตนาพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยมูลเหตุชักจูงใจได้

 

ทนายความฝั่งผู้ร้องซักถามว่า พยานเคยมีความเห็นว่าควรแก้ไขมาตรา 112 ให้บทกำหนดโทษได้สัดส่วนกับความผิด โดย ผศ.ดร.รณกรณ์เบิกความว่า ตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จะให้ความสนใจกับการกำหนดโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วนไปมาก สำหรับบริบทของประเทศไทย

 

ผศ.ดร.รณกรณ์เบิกความอธิบายว่า ส่วนตัวมีความเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ไม่ควรมีบทกำหนดโทษต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองบุคคลธรรมดา อย่างน้อยต้องเท่ากับบุคคลธรรมดา และควรสูงกว่าบุคคลธรรมดาเล็กน้อย เพราะพระมหากษัตริย์ถือเป็นองค์กรของรัฐ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐสูงกว่าบุคคลธรรมดา จึงเห็นว่า พระมหากษัตริย์ควรมีความคุ้มครองมากกว่าบุคคลธรรมดา แต่ไม่ควรสูงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วน


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories