สัปดาห์ก่อนเรามีโอกาสกลับไปเดินเล่นย่านอารีย์อีกครั้ง และก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่าย่านนี้ไม่เคยหยุดคึกคักเลยจริงๆ เพราะไม่ว่าจะกลับมากี่ครั้งก็มักจะเจอร้านอาหารเปิดใหม่ หรือมีอะไรให้แวะสำรวจอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เป็นคาเฟ่ฮอปอย่างเรา แน่นอนว่ามาอารีย์ทั้งทีจะไม่แวะคาเฟ่ใหม่ๆ ก็คงไม่ได้
ครั้งนี้เราเดินมาเรื่อยๆ จนถึงซอยอารีย์ 4 ก็ได้เจอกับ Dulce No Dulce คาเฟ่เปิดใหม่ที่อยู่ตรงข้ามกับ LE LABO ในบริเวณเดียวกับร้าน Salt ที่นี่นำขนมปังซาวโดว์โฮมเมดมาเป็นเมนูหลัก ตั้งแต่การเลือกใช้แป้งจากอิตาลี การเลี้ยงยีสต์ธรรมชาติเอง ไปจนถึงการนำขนมปังมาเสิร์ฟเป็นแซนด์วิชหน้าเปิดที่มีให้เลือกหลายแบบ
อีกอย่างที่ทำให้เราแวะเข้ามาคือบรรยากาศของร้านที่เป็นแบบเปิดโล่งมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่กลางร้านให้นั่งรับลม ต่างจากคาเฟ่ห้องแอร์ที่เราคุ้นเคย ยิ่งถ้ามาตอนเช้าที่อากาศยังไม่ร้อนมาก ได้นั่งกินขนมปังอบสดกับกาแฟสักแก้วก็ดูจะเป็นวิธีเริ่มต้นวันที่ดีไม่น้อย


วันนั้นเราได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่เล็ก-จันทร์เพ็ญ เจียมสมัย เจ้าของร้าน จึงได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นของ Dulce No Dulce มาจากความชอบกินอาหารและประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อน บวกกับความรู้สึกที่ว่าขนมปังในยุโรปหลายชนิดมักมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็ง เคี้ยวยาก จึงอยากลองทำขนมปังในแบบที่ตัวเองชอบ ก่อนตัดสินใจไปเรียนด้านเบเกอรีที่ Le Cordon Bleu และนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาสูตรขนมปังของตัวเอง

พี่เล็ก-จันทร์เพ็ญ เจียมสมัย เจ้าของร้าน
The Vibe
ตัวร้านตั้งอยู่ในต้นซอยอารีย์ 4 พร้อมโต๊ะและเก้าอี้ไม้โทนสีน้ำตาลที่เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ตกแต่งไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เน้นความเรียบง่ายและเป็นกันเอง ให้ความรู้สึกคล้ายกับการมานั่งกินกาแฟในกลางบ้านมากกว่า ด้วยความที่ร้านเปิดตั้งแต่เช้า เราว่าเหมาะกับคนแถวนี้ที่แวะมากินซาวโดวจ์ก่อนไปทำงาน หรือจะเลือกมานั่งชิลๆ ในช่วงวันหยุดก็ได้เช่นกัน



The Taste
แน่นอนว่าเมนูหลักของที่นี่คือซาวโดวจ์ นอกจากจะนำมาทำเป็นแซนด์วิชแล้ว ยังมีขนมปังอบสดให้เลือกซื้อกลับบ้านด้วย ตรงบริเวณเคาน์เตอร์มีตู้เบเกอรีที่เต็มไปด้วยครัวซองต์และขนมอบหน้าตาน่ากิน ไม่ว่าจะเป็น Plain Croissant (105 บาท) หรือ Ham & Cheese Croissant (140 บาท) ส่วนใครอยากกินอะไรที่อิ่มท้องขึ้นหน่อย เราแนะนำ Open-Face Sandwich ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูหลักของร้าน
วันที่เราแวะไปก็ได้ลองสั่งมาทั้ง 5 แบบ เริ่มจาก Smoked Salmon with Cream Cheese (250 บาท) ซาวโดว์ปิ้งทาด้วยครีมชีสโฮมเมด ตามด้วยสโมกแซลมอน หอมแดงดอง และสมุนไพรสด เป็นการจับคู่รสชาติเค็มมันของปลาและครีมชีสกับความเปรี้ยวของหอมแดงดอง



ถ้าอยากได้อะไรที่หนักท้องขึ้นอีกหน่อยก็มี Meatball Marinara Sandwich (260 บาท) ซาวโดว์หน้ามีตบอล ซอสมารินารา และชีส หรือถ้าชอบอาหารทะเลก็ลอง Shrimp Garlic Sandwich (230 บาท) ที่ใช้กุ้งผัดกระเทียมเป็นท็อปปิ้ง ส่วนอีกสองเมนูคือ Chicken Breast with Sriracha Ebiko Sauce (190 บาท) อกไก่กับซอสศรีราชาไข่กุ้ง และ Ham & Cheese with Spinach (170 บาท) ที่จับคู่แฮม ชีส และผักโขม เหมาะกับคนที่ชอบแซนด์วิชรสชาติคุ้นเคย
ส่วนเครื่องดื่ม เราสั่ง Aero Gano (155 บาท) กาแฟซิกเนเจอร์ของร้าน ด้านบนมีโฟมเนื้อนุ่มคล้ายครีมแบบไม่มีเติมนม พร้อมกลิ่นหอมโทนคาราเมลและช็อกโกแลต เพิ่มความสดชื่นด้วยเลมอน เสริฟพร้อมรวงผึ้ง
แน่นอนว่าเราก็ไม่พลาดที่จะลองมัทฉะ Matcha Cloudy Coco นำมัทฉะไปตีเป็นโฟมท็อปบนน้ำมะพร้าวสด พร้อมเนื้อมะพร้าวอ่อนด้านบน หรือถ้าอยากดื่มเมนูที่คุ้นเคยให้เลือกตามชอบ



Good for
ใครที่ชอบขนมปังซาวโดว์และกำลังมองหาร้านบรันช์ในย่านอารีย์ในบรรยากาศชิลๆ รับลม ยิ่งถ้าคุณมาวันที่มีเวลาว่างนั่งกินขนมปังกับกาแฟแบบไม่ต้องรีบร้อน หรือจะแวะซื้อซาวโดวจ์และครัวซองต์กลับไปกินที่บ้านก็ได้เช่นกัน
Dulce No Dulce
Location: ซอยอารีย์ 4 ฝั่งเหนือ บริเวณเดียวกับร้าน Salt (BTS สถานีอารีย์)
Open: ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น.
Contact: Dulce No Dulce
Parking: จอดรถริมถนนได้ภายในซอย และดูวันคู่-วันคี่ด้วย
Budget: ราคา 100-300 บาท

