วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา 2 กรณีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณาสิทธิในการประกันตัวของกระบวนการยุติธรรม ว่าได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ โดยย้ำว่าเสรีภาพของประชาชนต้องเป็นหลักสำคัญ และการจำกัดเสรีภาพควรเป็นเพียงข้อยกเว้น
ศศินันท์กล่าวถึงคดีแรกที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา กรณีศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแอดมินเพจ ‘Godd Dam’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่สลิปโอนเงินปลอม โดยคดียังอยู่ในชั้นสอบสวนและยังไม่มีการสั่งฟ้อง
ศาลให้เหตุผลถึงความหนักเบาของข้อหา พฤติการณ์ที่กระทบต่อความสงบสุขของสังคมในวงกว้าง และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี
ส่วนกรณีที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้ และ พงศธรณ์ ตันเจริญ หรือ บอย ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน จากคดีปราศรัยในการชุมนุมเมื่อปี 2563
โดยศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง พฤติการณ์กระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาต่อองค์พระมหากษัตริย์ และมีเหตุควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนีระหว่างอุทธรณ์
ศศินันท์ระบุว่า แม้ทั้งสองกรณีจะมีข้อเท็จจริงและสถานะทางคดีที่แตกต่างกัน ตนไม่ได้ต้องการก้าวล่วงอำนาจศาลในการพิจารณาคดีหรือชี้ว่าใครถูกใครผิด แต่สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามร่วมกันคือ หลักเกณฑ์ในการจำกัดเสรีภาพของบุคคลที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ต้องไม่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นใคร ถูกกล่าวหาในคดีประเภทใด หรืออยู่ฝ่ายการเมืองใด
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วางหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ได้
การคุมขังทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนี และคำขอประกันต้องได้รับการพิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ได้กำหนดเหตุที่จะสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวไว้อย่างเป็นรูปธรรม 5 ประการ ได้แก่
- มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี
- จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
- จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
- ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
- การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือพิจารณาคดีในศาล
อีกทั้งกฎหมายยังกำหนดให้คำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวต้องแสดงเหตุผลเป็นหนังสือ ดังนั้น การมีอัตราโทษสูงหรือความหนักเบาของข้อหาอาจเป็นเพียงข้อเท็จจริงประกอบ แต่ไม่ควรถูกนำมาใช้แทนการพิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
ศศินันท์ยังได้ชวนสังคมตั้งคำถามใน 3 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วย
- การประเมินความเสี่ยงการหลบหนี มีการพิจารณาจากพฤติการณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลอย่างไร มีข้อเท็จจริงใดรองรับ หรืออาศัยเพียงอัตราโทษและลักษณะข้อหาเป็นหลัก
- มีมาตรการอื่นที่เหมาะสมกว่าการคุมขังหรือไม่ เช่น การกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ การกำหนดให้มารายงานตัวตามนัด หรือการใช้อุปกรณ์ติดตามตัว (EM) เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเสรีภาพถึงขั้นคุมขังในเรือนจำ
- มาตรฐานเดียวกันนี้ได้ถูกนำมาปรับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ ไม่ว่าคดีนั้นจะเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ นักการเมือง ประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่แสดงออกทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน
ศศินันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การปฏิเสธอำนาจศาล แต่เป็นการยืนยันว่าการใช้ดุลพินิจของทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรมต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย มีเหตุผลรองรับ และสามารถตรวจสอบได้ การให้ประกันตัวไม่ใช่การตัดสินว่าผู้นั้นบริสุทธิ์ และการไม่ให้ประกันตัวก็ต้องไม่กลายเป็นการลงโทษล่วงหน้าก่อนคดีจะถึงที่สุด
ในฐานะทนายความและ สส. ตนจะผลักดันให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การปล่อยชั่วคราว ให้มีความชัดเจน โปร่งใส ได้สัดส่วน และคำนึงถึงมาตรการทางเลือกอื่นอย่างจริงจัง เพื่อให้การคุมขังเป็นมาตรการที่จำเป็นเท่านั้น เพราะในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพต้องเป็นหลัก และการจำกัดเสรีภาพต้องเป็นข้อยกเว้นที่มีเหตุผลรองรับ

