สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการปกป้องอธิปไตยของชาติและสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง จากกรณีผลกระทบของการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และการที่ทางการเมียนมาเข้ามาตั้งเงื่อนไขทางการเงินกับแรงงานผ่านศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (ศูนย์ CI) ในประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินคดีกลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายแกนนำแรงงานข้ามชาติบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) อย่างตรงไปตรงมา
ผลกระทบชายแดนแม่ฮ่องสอนและการแทรกแซงการค้า
สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน เปิดเผยถึงสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา โดยระบุว่าเมื่อคืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิดจำนวน 2 ลูก บริเวณซอแลท่า ริมแม่น้ำสาละวิน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
แม้จุดตกของระเบิดจะอยู่ในฝั่งเมียนมา แต่แรงระเบิดได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาคารราชการในฝั่งไทย ส่งผลให้ชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
สหัสวัตระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้ส่งหนังสือเตือนมายังฝ่ายไทย เพื่อห้ามเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการไทยติดต่อค้าขายกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) พร้อมขู่ว่าจะใช้กำลังโจมตีพื้นที่คลังสินค้าฝั่งเมียนมา
สหัสวัตตั้งข้อสังเกตว่าการค้าชายแดนควรอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ทางการเมียนมาไม่มีสิทธิกำหนดทิศทางหรือข่มขู่ประชาชนชาวไทย พร้อมตั้งคำถามถึงการรับมือของรัฐบาลไทยต่อหนังสือเตือนดังกล่าว เนื่องจากท้ายที่สุดได้เกิดการโจมตีขึ้นจริงจนสร้างผลกระทบต่อประชาชนในฝั่งไทย
เรียกร้องทบทวนศูนย์ CI หลังพบเงื่อนไขทางการเงินผูกมัดแรงงาน
สหัสวัตยังได้กล่าวถึงระบบการทำงานของศูนย์ CI ของแรงงานเมียนมาในไทย หลังมีรายงานว่ากรมการจัดหางานได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่จากทางการเมียนมา 31 คนเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่าทางการเมียนมามีมาตรการบังคับให้แรงงานในต่างประเทศต้องส่งรายได้อย่างน้อยร้อยละ 25 กลับประเทศผ่านระบบธนาคารที่รัฐบาลทหารควบคุม และต้องชำระภาษีเงินได้อีกร้อยละ 2 เพื่อแลกกับการต่อเอกสารประจำตัวที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างถูกกฎหมายในไทย
สหัสวัตมองว่า หากแรงงานไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินนี้ได้ จะทำให้สูญเสียสถานะแรงงานที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการไทยในฐานะนายจ้าง การปล่อยให้รัฐบาลต่างประเทศใช้กระบวนการทางเอกสารมาเป็นเครื่องมือบังคับแรงงานบนแผ่นดินไทย ถือเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของชาติ
จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีมาตรการตอบสนองที่ชัดเจน ทั้งการส่งหนังสือประท้วงทางการทูตเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากความเสียหายบริเวณชายแดน และการทบทวนกลไกความร่วมมือของศูนย์ CI โดยเสนอให้ไทยมีระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่สามารถดูแลผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศได้โดยอิสระ
“อำนาจอธิปไตยของไทยไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลทหารเมียนมาจะเข้ามาข่มขู่ หรือใช้อำนาจกระทบได้ตามใจชอบ และรัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตยนั้น ไม่ใช่เก่งแต่ใช้ อำนาจกับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่พอเจอรัฐบาลทหารที่ถือปืน ถือระเบิด กลับ เงียบเสียง” สหัสวัตกล่าว
ร้องตำรวจติดตามคดีทำร้ายแกนนำแรงงานข้ามชาติหน้า UN
ด้าน ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีกลุ่มบุคคลรุมทำร้ายร่างกาย วีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ Bright Future ขณะจัดกิจกรรมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกศูนย์ CI บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN)
ศศินันท์ระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่ยึดถือหลักนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติใดหรือมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม หากมีความเห็นต่างหรือพบประเด็นปัญหาทางกฎหมายจากการชุมนุม ควรใช้กระบวนการยุติธรรมในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การใช้กำลังทำร้ายร่างกาย
ทั้งนี้ ศศินันท์ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและสื่อต่างๆ เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมย้ำเตือนว่าการแสดงออกทางอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการละเมิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นได้

