วันนี้ (2 พฤศจิกายน) เวลา 11.30 น. ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามโครงการ System Smart City รวมถึงการใช้โดรนสำรวจ จัดเก็บ และปรับปรุงข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ทันทีที่เดินทางมาถึง วรศิษฎ์ได้ตรวจแถวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ก่อนทักทายประชาชนที่มารอต้อนรับ โดยชาวบ้านได้นำดอกกุหลาบมามอบให้ พร้อมผูกผ้าขาวม้าที่เอวเพื่อเป็นการต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยช่วงหนึ่งชาวบ้านได้กล่าวชมว่า “หล่อมาก ตัวจริงหล่อกว่าในทีวี”
วรศิษฎ์เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้โดรนสำรวจพื้นที่เพื่อจัดเก็บข้อมูลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งพบว่าได้ผลดี สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ตกหล่นและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ครบถ้วนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เส้นทางจากโดรนเพื่อบริหารจัดการขยะ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันลดขยะในพื้นที่ โดยมองว่าแม้ อบต.หนองกอมเกาะ จะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดไม่ใหญ่ แต่สามารถนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพัฒนาแอปพลิเคชันผ่านโทรศัพท์มือถือให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สะดวกยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าจะขยายโมเดลดังกล่าวไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นหรือไม่ วรศิษฎ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายท้องถิ่นที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ด้วยแนวคิดและวิธีการแตกต่างกัน โดยอยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อนำรูปแบบที่ดีมารวบรวมและให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับให้ท้องถิ่นทั่วประเทศนำไปใช้
จากนั้นวรศิษฎ์เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม ก่อนเยี่ยมชมการสาธิตบินโดรนสำรวจและจัดเก็บข้อมูลภาษีที่ดิน พร้อมทดลองบินโดรนด้วยตนเอง และสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการเก็บข้อมูล ระยะเวลาการบินแต่ละครั้ง และอายุการใช้งานแบตเตอรี่
วรศิษฎ์ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเรียกคืนเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) มีมติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทำหนังสือสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับแนวทางการเรียกเงินคืนจากผู้ทุจริตสอบ เพื่อเตรียมกระบวนการรองรับภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลและมีการดำเนินคดี
หากพบว่าบุคคลใดเข้าข่ายทุจริตก็ต้องเรียกเงินคืนทั้งหมด เนื่องจากต้องถือว่าการบรรจุเข้ารับราชการตั้งแต่แรกไม่ใช่สถานะที่ได้มาโดยชอบ จึงจำเป็นต้องเตรียมกระบวนการทางกฎหมายไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อขั้นตอนที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้น
เมื่อถามว่าต้องรอให้ ป.ป.ช. ชี้มูลก่อนจึงจะเรียกเงินคืนได้หรือไม่ วรศิษฎ์กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าสามารถดำเนินการได้ทันทีหรือจำเป็นต้องรอผลการชี้มูลจาก ป.ป.ช. ก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีความละเอียดอ่อนสูง จึงต้องมีความชัดเจนทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเกิดปัญหาตามมา
ส่วนวงเงินที่ต้องเรียกคืน วรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขที่แน่ชัด แต่เฉพาะกลุ่มผู้ที่ถูกเพิกถอนการบรรจุไปแล้วมีเกือบ 4,000 คน หากคำนวณจากเงินเดือนประมาณ 15,000-16,000 บาทต่อเดือน คูณกับระยะเวลาที่ได้รับเงินเดือน ก็จะเห็นมูลค่าเบื้องต้นได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการรวบรวมยอดเงินทั้งหมด
เมื่อถามถึงการขึ้นบัญชีดำข้าราชการที่เกี่ยวข้อง วรศิษฎ์กล่าวว่า ต้องดำเนินการขึ้นบัญชีดำ โดยเบื้องต้นได้รวบรวมข้อมูลผู้เข้าสอบที่มีคะแนนผิดปกติ รวมถึงพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แล้ว แม้ขณะนี้ ป.ป.ช. ยังไม่มีการสั่งฟ้องก็ตาม
วรศิษฎ์กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมในทุกเรื่องอยู่แล้ว โดยไม่มีความกังวลหรือต้องเตรียมการเป็นพิเศษมากนัก เนื่องจากการทำงานของรัฐบาลตั้งแต่ต้นเป็นไปตามข้อเท็จจริง และมีข้อมูลพร้อมชี้แจงทุกประเด็น
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถทำให้ฝ่ายค้านเข้าใจการทำงานของรัฐบาล วรศิษฎ์กล่าวว่า หน้าที่ของฝ่ายค้านคือการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านจะเข้าใจหรือไม่ ตนไม่สามารถไปคาดคั้นได้ แต่หน้าที่ของรัฐบาลคือการชี้แจงข้อเท็จจริงให้กระจ่างในทุกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม
เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านออกแคมเปญกล่าวหารัฐบาลว่า ‘กินรวบ โกยเรียบ’ และรัฐมนตรีในรัฐบาลดีแต่แก้ปัญหารายวัน วรศิษฎ์กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้าไปแตะต้อง เพราะเชื่อว่าเป็นแหล่งผลประโยชน์และเครือข่ายที่ฝังรากลึกมานาน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสัญชาติ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันได้เข้าไปรื้อและตรวจสอบ หรือที่เรียกว่า ‘ล้างบ้าน’ ทั้งหมด
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมาตั้งแต่ 10-15 ปีก่อน เช่น กรณี ‘พ่อทิพย์’ ที่มีคนต่างชาตินำเงินเข้ามาและใช้กระบวนการแปลงสัญชาติโดยมิชอบ เพื่อนำไปสู่การตั้งรกรากในพื้นที่
ดังนั้น การกล่าวหาว่ารัฐบาลแก้ปัญหารายวันจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะบางเรื่องรัฐบาลเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วปล่อยทิ้ง แต่กำลังสร้างระบบป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก
ไม่กังวลพรรคประชาชนเปิดบริจาคล้ม ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ชี้เป็นสิทธิตามกฎหมาย
ส่วนกรณีพรรคประชาชนเปิดรับบริจาคเพื่อล้ม ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ วรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่เห็นข่าวดังกล่าว แต่หากเป็นสิทธิตามกฎหมาย พรรคประชาชนก็สามารถดำเนินการได้ และตนไม่ได้มีความกังวล เพราะในทางการเมืองต่างฝ่ายต่างอยู่คนละฝั่งกันอยู่แล้ว
“จะให้เขามาเห็นด้วยกับเรา ต่อให้เราทำถูกเขาก็คงไม่เห็นด้วย ไม่มาชื่นชมเราอยู่แล้ว เขาต้องหาจุดที่สามารถติเราได้ เพราะมันเป็นประเด็นทางการเมือง”
เมื่อถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ว่าการเปิดรับบริจาคจะเป็นการดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม วรศิษฎ์กล่าวว่า พรรคประชาชนเปิดรับบริจาคเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอยู่แล้ว ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย
“ความจริงพรรคประชาชนต้องการล้มเราตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งอยากจะล้มเราวันนี้ อย่างที่บอกว่าพอเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งมันไม่ลงกันอยู่แล้ว ต่อให้เราทำถูกเขาก็ไม่ชมเราอยู่แล้ว เขาก็ต้องติในสิ่งที่เขาต้องการจะติ เป็นประเด็นทางการเมือง เป็นเรื่องปกติ”
เมื่อถามถึงผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่พบว่าความนิยมของรัฐบาลต่ำกว่าฝ่ายค้าน วรศิษฎ์กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้น ทุกคนในรัฐบาลก็ต้องเร่งทำงานและสร้างผลงานให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่มีปัญหาใหญ่หลายด้าน ซึ่งบางเรื่องไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยพิบัติและอุทกภัยที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องรับแรงกระแทกจากปัญหาหลายด้านพร้อมกัน จนอาจทำให้ดูเหมือนว่ามีปัญหาเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ไม่ว่าอย่างไร รัฐบาลก็ต้องหาวิธีบริหารจัดการและพาประชาชนผ่านวิกฤตเหล่านี้ไปให้ได้ดีที่สุด

