วันนี้ (1 พฤศจิกายน) นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล โดยแสดงความกังวลว่าโครงการดังกล่าวอาจเป็นช่องโหว่ให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่รองรับขยะอันตรายจากต่างประเทศ
สืบเนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมลงนามความตกลงกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อรับเงินสนับสนุนจำนวน 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ ในการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลในอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง มุ่งเน้นการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์
นฤมาศระบุว่า แม้รัฐบาลจะนำเสนอโครงการนี้ในฐานะก้าวสำคัญสู่อุตสาหกรรมสีเขียว แต่ในฐานะผู้แทนราษฎรในพื้นที่อำเภอศรีราชาและเกาะสีชัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือแหลมฉบังอันเป็นประตูหลักในการขนถ่ายสินค้า จึงมีข้อกังวลและคำถามต่อทิศทางนโยบายดังกล่าว
ย้อนแย้งนโยบายจีนปิดประตูรับขยะต่างชาติ
นฤมาศเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบนโยบายของประเทศผู้ให้ทุนอย่างจีน พบว่าจีนได้บังคับใช้นโยบาย ‘ดาบแห่งชาติ’ (National Sword) มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 และยกระดับเป็นการห้ามนำเข้าขยะและของเสียทุกประเภทโดยเด็ดขาด ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า และแบตเตอรี่ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึงราว 24 ล้านบาท และอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหากลักลอบนำเข้าขยะอันตรายร้ายแรง
นโยบายนี้สะท้อนว่าจีนเลือกจัดการขยะของตนเองภายในประเทศและปิดรับขยะจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง แต่ภูมิภาคอาเซียนกลับถูกชักชวนผ่านกองทุนนี้ให้ยกระดับอุตสาหกรรมดังกล่าวขึ้นมารองรับแทน
นฤมาศกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ประเทศไทยจะมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบรีไซเคิลเพื่อรองรับขยะจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาคโดยปราศจากหลักประกันว่าต้องใช้วัตถุดิบในประเทศเท่านั้น อาจทำให้ไทยซ้ำรอยปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะพิษปะปนกับเศษโลหะ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่มีการอนุญาตให้เปิดโรงงานรีไซเคิลและหลอมโลหะในปี 2559
ตั้งคำถามระบบตรวจสอบ-ขยะตกค้าง 5 ล้านกิโลกรัม
นอกจากนี้ นฤมาศยังตั้งคำถามถึงความพร้อมของระบบตรวจสอบภาครัฐ โดยอ้างอิงสถิติในปีงบประมาณ 2569 ว่า กรมศุลกากรสามารถจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม แต่สามารถผลักดันกลับประเทศต้นทางได้เพียง 5.29 ล้านกิโลกรัม ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกประมาณ 5 ล้านกิโลกรัมถูกจัดเก็บหรือกำจัดที่ใด ซึ่งยังคงไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน ประชาชนในจังหวัดระยองและปราจีนบุรียังคงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากโรงงานและโกดังเก็บกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย การเร่งขยายอุตสาหกรรมรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ซึ่งมีโลหะหนักและสารเคมีอันตราย ในภาวะที่กรมศุลกากรยอมรับว่าไม่สามารถตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ได้ครบทุกตู้ จึงเปรียบเสมือนการสร้างความเสี่ยงใหม่บนระบบที่ยังไม่รัดกุมเพียงพอ
จากข้อกังวลทั้งหมด นฤมาศได้เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงและดำเนินการใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ชี้แจงให้ชัดเจนว่าโครงการที่ได้รับทุนนี้จะนำไปสู่การอนุญาตให้นำเข้าแบตเตอรี่ใช้แล้ว แผงโซลาร์เซลล์เก่า หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้าไทยหรือไม่ และหากไม่มีนโยบายดังกล่าว จะมีการกำหนดหลักประกันทางกฎหมายในกรอบนโยบายอย่างไร
- เปิดเผยผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
- เร่งแก้ไขและปฏิรูประบบการกำกับดูแลขยะพิษที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการติดตามขยะพิษ 5 ล้านกิโลกรัมที่ตกค้าง การเก็บกู้กากสารพิษจากโรงงานผิดกฎหมาย และการตรวจสุขภาพประชาชนรอบพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ
- เร่งตัดสินใจต่อข้อเสนอมาตรการห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยางจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังรอการดำเนินการจากกระทรวงพาณิชย์
“ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นความร่วมมือที่ทำให้ประเทศไทยจัดการขยะของตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ใช่ความร่วมมือที่เปิดทางให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รองรับขยะในสิ่งที่ประเทศผู้ให้ทุนเองยังไม่ยอมรับเข้าประเทศ” นฤมาศกล่าว

