เมื่อที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ ศาสตราจารย์ ดร. พล.ต.ต. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ในวันนี้ (23 มิถุนายน) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบุคคลในองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทันที ท่ามกลางสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีการเมืองครั้งสำคัญ 2 คดี ที่มีกำหนดเส้นตายการวินิจฉัยในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้
ประเด็นสำคัญ
การเข้ามาของตุลาการคนใหม่ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นสุดการทำหน้าที่ในวาระที่ยาวนานของ ศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทศาลรัฐธรรมนูญภายใต้การจัดสรรสัดส่วนโควตาทางวิชาการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในรัฐสภา
มติวุฒิสภาชี้ขาดหลังปัดตก 2 รอบ สิ้นสุดยุค ‘นครินทร์’
ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 มีวาระพิจารณาเรื่องด่วนเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ดำเนินการประชุมและลงมติโดยวิธีลับ ผลปรากฏว่าเสียงข้างมากจำนวน 140 เสียง มีมติเห็นชอบให้ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ในสายศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) ขณะที่มีเสียงไม่เห็นชอบ 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง
เป็นผลให้จักรพงศ์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 และขึ้นเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดย ศ.ดร.นครินทร์ ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 แต่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าให้ตุลาการที่ครบวาระอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีตุลาการคนใหม่เข้ามาแทน
ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาเคยเสนอรายชื่อบุคคลในสัดส่วนสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์มาแล้ว 2 ราย คือ ศ. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ที่ประชุมวุฒิสภาชุดก่อนหน้านี้มีมติไม่ให้ความเห็นชอบทั้งสองรายติดต่อกัน ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านล่าช้าออกไปจนกระทั่งมีการลงมติในครั้งนี้
การเปลี่ยนผ่านท่ามกลางคดีร้อนการเมือง
การเปลี่ยนผ่านตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้ เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาคำร้องคดีการเมืองที่มีผลกระทบต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
คดีแรกคือ คำร้องของ สส. ฝ่ายค้านที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ฯ มูลค่า 4 แสนล้านบาท โดยฝ่ายค้านเห็นว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่เข้าข่ายเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 และตามข้อบังคับศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีคำวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วันนับจากวันที่รับคำร้อง
ทำให้คดีนี้มีเส้นตายที่จะต้องวินิจฉัยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569
คดีที่สองคือ คำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้วินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงาน กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยปรากฏการใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าลักษณะดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งขัดต่อหลักการเป็นความลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
คดีนี้ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งในบันทึกการลงมติพบว่า นครินทร์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนเดิมเป็นหนึ่งในตุลาการฝั่งเสียงข้างมากที่รับคำร้องนี้ไว้ การเข้ามาของจักรพงศ์ จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่องค์คณะต้องร่วมพิจารณาข้อกฎหมายของทั้งสองคดีนี้โดยตรง
อีกการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือ เมื่อนครินทร์ซึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันพ้นจากวาระไป ก็จะนำมาสู่การประชุมองค์คณะตุลาการ เพื่อลงมติคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ด้วย
ข้อกังขาเรื่องคุณสมบัติ ‘ความเชี่ยวชาญไม่ตรงปก?’
ก่อนเข้าสู่กระบวนการประชุมลับ สว. เสียงข้างน้อย ได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านและเสนอให้ชะลอการลงมติออกไปเพื่อตรวจสอบความชัดเจนในสองประเด็นหลัก คือ ความชอบธรรมของกระบวนการสรรหาและคุณสมบัติด้านองค์ความรู้ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ
พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการสรรหาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมในฐานะฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งหากชะลอการลงมติออกไป 1-2 สัปดาห์จะทำให้ได้คณะกรรมการสรรหาที่สมบูรณ์
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่าผลงานวิชาการของผู้ได้รับการเสนอชื่อซึ่งเป็นอดีตนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มุ่งเน้นไปทางเรื่องการสืบสวนและข้อกฎหมายมากกว่างานด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และย้ำว่าในชั้นการทบทวนคุณสมบัติ มีกรรมการสรรหา 2 เสียงที่เห็นว่าคุณสมบัติไม่ตรงสาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการสรรหา วุฒิสภาจึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. นำข้อมูลหลักฐานการสืบค้นจากห้องสมุดมาเปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ตำรา ‘กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน’ ที่นายจักรพงศ์นำมาอ้างอิงว่าเป็นผลงานเชิงประจักษ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงถูกจัดหมวดหมู่อยู่ในหมวดกฎหมาย ไม่ใช่หมวดรัฐศาสตร์ และเนื้อหาภายในเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน และทฤษฎีการสอบสวนอันเป็นองค์ความรู้ทางนิติศาสตร์ ทั้งนี้
จักรพงศ์เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อปี พ.ศ. 2564 นอกเหนือจากนั้น นายเทวฤทธิ์ได้เปิดเผยสถิติการลงสมัครรับเลือกเป็นองค์กรอิสระของนายจักรพงศ์ในอดีต รวมจำนวน 10 ครั้ง ประกอบด้วยการสมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 ครั้ง ซึ่งตกกระบวนการสรรหา 6 ครั้ง และถอนตัว 3 ครั้ง รวมถึงเคยสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ได้ถอนตัวเช่นกัน ก่อนจะมาสมัครในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงเห็นว่าควรชะลอเพื่อรอให้สมัครในสาขาที่ตรงกับองค์ความรู้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ นพ. เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ได้อภิปรายเตือนให้วุฒิสภาตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีความเสียหายซ้ำรอยกับวุฒิสภาชุดที่ผ่านมา ที่เคยให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. 2 ราย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าปฏิบัติหน้าที่
‘วุฒิชาติ’ รับประกัน พิจารณาคุณสมบัติรอบคอบแล้ว
ด้าน วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อข้อกังวลของสมาชิกว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณารายงานอย่างรอบคอบตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว โดยชี้ว่าประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัตินั้นเป็นอำนาจหน้าที่ชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหา ไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการทบทวนตามขั้นตอนกฎหมายเสร็จสิ้นแล้วก่อนส่งเรื่องมา
วุฒิชาติชี้แจงตอบโต้กรณีสัดส่วนเสียงข้างน้อยในคณะกรรมการสรรหาว่า ในฝั่งเสียงข้างมากที่ให้ความเห็นชอบคุณสมบัติของจักรพงศ์นั้น มีประธานศาลปกครองสูงสุดรวมอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นเดียวกัน
ส่วนประวัติด้านการศึกษาและการทำงานของจักรพงศ์นั้น ในข้อเท็จจริงพบว่าสำเร็จการศึกษาปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และประวัติของโรงเรียนนายร้อยตำรวจก่อนที่จะมี พ.ร.บ. ตำรวจ ก็เคยเปิดการเรียนการสอนในคณะรัฐศาสตร์มาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นคณะนิติศาสตร์ในภายหลัง
วุฒิชาติยังได้แสดงความกังวลต่อการหยิบยกประเด็นการโปรดเกล้าฯ มาอภิปรายในที่ประชุมเนื่องจากเป็นส่วนของพระราชวินิจฉัย และยืนยันว่า สว. ทุกคนมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจลงมติอย่างเป็นอิสระโดยไม่มีบุคคลใดสามารถสั่งการหรือให้ใบสั่งได้


