×

รักชนก-อาสพลธ์ ศึกอำนาจ กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport

โดย THE STANDARD TEAM
22.06.2026
ภาพประกอบแสดง รักชนก ศรีนอก และ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ

สืบเนื่องจากกรณี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ โดย รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดย รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ประชุมร่วมกัน เพื่อตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายนนั้น

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความ เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำชับและตักเตือนประธานกรรมาธิการทุกคณะ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเคร่งครัด

 

หลังพบว่าช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมของกรรมาธิการบางคณะที่หยิบยกประเด็นซึ่งอาจไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะตนเองขึ้นมาพิจารณา รวมถึงกรณีที่ 2 คณะกรรมาธิการร่วมกันตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport

 

อาสพลธ์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เพื่อขัดขวางการตรวจสอบ แต่เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความถูกต้อง ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ระหว่างกัน และรักษาความศักดิ์สิทธิ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมยืนยันว่า สำหรับทุกเรื่องร้องเรียนที่มีประเด็นส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะมาจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ หรือกรรมาธิการคณะใดก็ตาม

 

“การปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” อาสพลธ์ กล่าว

 

ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน รักชนก ได้โพสต์แสดงความเห็นโต้แย้งคำชี้แจงของอาสพลธ์ โดยระบุว่า เป็น สส. มากี่สมัย แต่ไม่รู้ว่าคณะกรรมาธิการสามารถประชุมร่วมกันได้ และยกตัวอย่างการทำงานร่วมกันของกรรมาธิการในสภาชุดที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเหตุผลเรื่องความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบไม่ใช่แนวปฏิบัติใหม่ของรัฐสภา

 

จากนั้น อาสพลธ์ ได้ชี้แจงอีกครั้งว่า ตนไม่เคยบอกว่า กรรมาธิการประชุมร่วมกันไม่ได้ และไม่เคยขัดขวางการตรวจสอบ หลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 คือ กรรมาธิการมีหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องต่างๆ ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา และต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา

 

อาสพลธ์ระบุต่อว่า ประเด็นที่ตนต้องการสื่อสาร คือ การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อน และต้องชัดเจนว่าเรื่องนั้นอยู่ในอำนาจของกรรมาธิการคณะใด เนื่องจากข้อบังคับการประชุมสภาก็กำหนดไว้ชัดว่า เมื่อกรรมาธิการจะพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ต้องรายงานให้ประธานสภาทราบ และการพิจารณาเรื่องหนึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องหลายคณะ ก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะดำเนินการให้กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงาน

 

ดังนั้น การประชุมร่วมทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับ มีกรอบอำนาจชัดเจน ไม่ใช่เรื่องเดียวกันถูกหยิบไปหลายคณะจนหน่วยงานราชการต้องมาชี้แจงซ้ำไปซ้ำมา และประชาชนไม่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น หากประเด็นเป็นเรื่องงบประมาณ ก็ให้คณะที่ดูแลงบประมาณตรวจสอบ หากประเด็นเป็นเรื่องกฎหมาย ก็ให้คณะด้านกฎหมายตรวจสอบ แต่หากมีประเด็นทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็พร้อมตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

 

“นี่ไม่ใช่การปกป้องใคร และไม่ใช่การขัดขวางการตรวจสอบแต่คือการยืนยันว่า การตรวจสอบของสภาต้องตรวจสอบให้ถูกทาง ถูกอำนาจ ถูกข้อบังคับ และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง” อาสพลธ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงระหว่าง รักชนก และ อาสพลธ์ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันต่อบทบาทและขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการในการตรวจสอบโครงการภาครัฐ

 

ข้อถกเถียงจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า การตรวจสอบควรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่อยู่ที่การตีความว่ากลไกการตรวจสอบควรดำเนินการผ่านช่องทางใด และอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของกรรมาธิการคณะใด รวมถึงความเสี่ยงของการทำงานที่อาจซ้ำซ้อนกันระหว่างกลไกต่าง ๆ ของสภา

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมจับตาอาจไม่ใช่ข้อสรุปเรื่องเขตอำนาจของกรรมาธิการ แต่คือผลการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ว่าจะนำไปสู่ความชัดเจน โปร่งใส และคำตอบต่อข้อสงสัยของสาธารณะได้มากเพียงใด


READ MORE





Latest Stories