×

ทำไม ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR’ ถึงเป็นอนาคตของความมั่นคงทางพลังงาน การแข่งขันเป็นอย่างไร

22.06.2026
  • LOADING...
ภาพจำลองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ขนาดเล็ก

ในยุคที่ ‘ความมั่นคง’ ของชาติไม่ได้วัดกันที่กำลังรบทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการป้อนพลังงานไฟฟ้าที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมงให้กับโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมขั้นสูง และเครือข่ายป้องกันประเทศ ทำให้ ‘เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก’ หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังถูกจับตามองในฐานะนวัตกรรมที่จะเข้ามาพลิกโฉมหน้าความมั่นคงทางพลังงาน

 

 
 

SMR คืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร

 

SMR (Small Modular Reactor) คือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล ซึ่งคิดเป็นขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบดั้งเดิม

 

จุดเด่นที่สำคัญคือ ความเป็นโมดูลาร์ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถประกอบชิ้นส่วนเบ็ดเสร็จจากในโรงงานและขนส่งไปติดตั้งยังพื้นที่เป้าหมายได้ ทำให้ SMR มีต้นทุนการก่อสร้างที่ถูกกว่า ใช้เวลาสร้างเร็วกว่า ปลอดภัยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถทยอยติดตั้งเพิ่มโมดูล เพื่อขยายกำลังการผลิตตามความต้องการได้

 

นอกจากนี้ ขนาดที่เล็กยังช่วยให้สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ได้อีกด้วย

 

ทำไม SMR ถึงเป็น ‘อนาคต’ ของความมั่นคงทางด้านพลังงาน

 

นักวิเคราะห์มองว่า ความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบันได้กลายเป็นเสาหลักของความมั่นคงแห่งชาติและความพร้อมทางการทหาร โดย SMR เข้ามาตอบโจทย์ด้านความมั่นคงทางพลังงานในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่อง ‘การรองรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต’ เนื่องจากการแข่งขันระดับโลกในปัจจุบันต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมขั้นสูง ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร ซึ่งล้วนต้องการ พลังงานไฟฟ้าฐาน (Baseload Power) ที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอและเชื่อถือได้ พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองในแง่ของความเสถียรนี้ได้

 

นอกจากนี้ SMR ยังมีส่วนช่วย ‘แก้ปัญหาความเปราะบางของโครงข่ายไฟฟ้า’ เนื่องจาก โครงข่ายไฟฟ้าในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ ‘ข้อจำกัด’ ในการรับโหลดและมีความเปราะบางต่อการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ SMR สามารถออกแบบให้ติดตั้งแบบเจาะจงเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล AI หรือฐานทัพได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าส่วนกลางที่เสี่ยงต่อการถูกตัดขาดได้

 

อีกทั้ง SMR ยังช่วยส่งเสริมการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเป็นอิสระทางพลังงาน’ โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง การพัฒนา SMR จะช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถลดการพึ่งพาพลังงานและเชื้อเพลิงจากคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ หากสามารถพัฒนาสายการผลิตเชื้อเพลิงของตนเองได้สำเร็จ

 

การแข่งขันระดับโลกในเรื่อง SMR เป็นอย่างไร

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ขณะนี้มหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียกำลังครองตำแหน่งผู้นำในเรื่องการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงรัสเซียและจีนที่มีเครื่องปฏิกรณ์ SMR เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและเปิดใช้งานได้จริงแล้ว นอกจากนี้จีนยังใช้ SMR เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพล โดยตั้งเป้าส่งออกเตาปฏิกรณ์ 30 แห่งภายในปี 2030 ผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI)

 

ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเร่งเครื่องตีตื้น (Playing Catch-Up) โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ถึง 400 GW ภายในปี 2050 และมีการอัดฉีดเงินทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อเร่งให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2028 ปัจจุบันบริษัท NuScale เป็นเพียงบริษัทเดียวในสหรัฐฯ ที่ได้รับการอนุมัติการออกแบบจากหน่วยงานกำกับดูแล (NRC) ทำให้มีโอกาสแจ้งเกิดได้เร็วที่สุดในช่วงเวลานี้

 

ทางด้านสหราชอาณาจักรได้คัดเลือกให้ โรลส์-รอยส์ (Rolls-Royce) เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี SMR รายแรกที่ได้รับสิทธิพิเศษ (Preferred Developer) เมื่อปี 2025 พร้อมสนับสนุนเงินทุนมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์จากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติโดยโรลส์-รอยส์จะพัฒนาโครงการ SMR แห่งแรกที่วิลฟา (Wylfa) บนเกาะแองเกิลซีย์ (Anglesey) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมเคยถูกพับเก็บไปเมื่อปี 2020

 

ล่าสุด Rolls-Royce SMR ก็ได้รับเลือกจากบริษัทพัฒนาพลังงานของสวีเดนอย่าง วีเดอเบิร์ก คราฟต์ (Videberg Kraft) ให้เป็นผู้สร้างเครื่องปฏิกรณ์ SMR จำนวน 3 เครื่องในสวีเดน หลังจากผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มงวดที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งนับเป็นข้อตกลงครั้งสำคัญระหว่างสหราชอาณาจักรและสวีเดนที่มีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านปอนด์ ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มบริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษในการที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี SMR ชั้นนำในยุโรป

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในภาพรวมภูมิภาคยุโรปอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่จะสามารถนำ SMR มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ เหตุผลสำคัญมาจากข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย ขาดความเป็นเอกภาพเนื่องจากแต่ละประเทศในยุโรปมีหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติของตนเอง อีกทั้งประเทศสมาชิกแต่ละชาติมีนโยบายหรือความคิดเห็นทางการเมืองด้านพลังงานที่ไม่ตรงกัน มีข้อจำกัดในความสามารถที่จะจัดสรรและกระจายเงินทุนสาธารณะขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

 

ข้อกังวลและความท้าทายที่สำคัญ

 

แม้ว่าเทคโนโลยี SMR จะถูกมองว่าเป็นอนาคตของพลังงาน แต่ก็ยังมีข้อกังวลและความท้าทายที่สำคัญ เช่น

 

  • ‘คอขวดด้านใบอนุญาตและระยะเวลา’ (Licensing) เนื่องจากการขอใบอนุญาตเป็นกำแพงที่ใหญ่ที่สุด บริษัทพัฒนา SMR ส่วนใหญ่ยังคงห่างไกลจากการได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินว่า เทคโนโลยี SMR จำนวนมาก อาจไม่สามารถบรรลุการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในระยะเวลาอีกนับสิบปีหรือนานกว่านั้น

 

  • ‘ความซับซ้อนและปัญหาช่องว่างด้านเงินทุน’ ปัจจุบันมีการออกแบบ SMR มากกว่า 120 แบบทั่วโลก ทว่าการเปลี่ยนจากตัวต้นแบบในห้องทดลองให้กลายเป็นการติดตั้งเชิงพาณิชย์ที่ทำซ้ำได้จริงนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างมาก อีกทั้งการพัฒนาและติดตั้ง SMR จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ซึ่งในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเงินทุน ทำให้การดำเนินการล่าช้าออกไปอีก

 

  • ‘ความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงรัสเซีย’ เครื่องปฏิกรณ์ SMR ขั้นสูงส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงที่เรียกว่า ‘HALEU’ (ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 5-20%) ซึ่งปัจจุบันการผลิตเชิงพาณิชย์เกือบทั้งหมดถูกผูกขาดโดยรัสเซีย การคว่ำบาตรรัสเซียได้อาจทำให้การติดตั้ง SMR ในหลายพื้นที่ล่าช้าออกไป ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ขัดแย้งกับเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

 

  • รวมถึงกระแส ‘ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบด้านสุขภาพ’ ที่มักจะเกิดขึ้น เมื่อมีการพูดถึงหรือผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ SMR

 

ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันในสมรภูมิ SMR ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของนโยบายพลังงานหรือเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่มันคือ ‘บททดสอบสำคัญ’ ด้านยุทธศาสตร์ ชัยชนะในศึกครั้งนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีแบบจำลองที่ล้ำสมัยที่สุด แต่วัดกันที่ความรวดเร็วในการอนุมัติใบอนุญาต การปลดแอกห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงให้เป็นอิสระ และการสร้างรากฐานพลังงานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ AI อุตสาหกรรมขั้นสูง และความพร้อมทางการทหาร เพราะในโลกยุคปัจจุบัน ‘การครอบงำด้านพลังงาน’ (Energy Dominance) ก็คือ หนึ่งใน ‘นโยบายการป้องกันประเทศ’ และเทคโนโลยี SMR นี่เองที่จะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่า ใครจะเป็นผู้กุมความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และรักษาความเป็นผู้นำในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ไว้ได้

 

แฟ้มภาพ: Luo Yunfei / China News Service / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising