ในขณะที่บริษัทลักชัวรียักษ์ใหญ่อย่าง LVMH และ Kering ยังคงพบกับความท้าทายจากความซบเซาของธุรกิจลักชัวรีตลอดช่วงปีที่ผ่านมา แต่ Prada Group เป็นไปในทิศทางตรงข้าม เพราะจากผลประกอบการครั้งล่าสุด พบว่าบริษัทมียอดขายอยู่ที่ 1.42 พันล้านยูโร นับว่าสูงขึ้น 6% เมื่อเทียบจากไตรมาสที่แล้ว และเมื่อรวมกับรายได้ของ Versace ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการอย่างเต็มตัวในปี 2025 รายได้ทั้งหมดในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่จะนับว่าเพิ่มขึ้น 14%
มีการรายงานว่าแบรนด์ Prada มีรายได้ทั้งหมด 771 ล้านยูโรในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.4% และมีจำนวนเกือบเทียบเท่ากับไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ซึ่งความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่มาจากอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า ผลประกอบการเหล่านี้มาจากการขายสินค้าราคาเต็ม ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางในช่วงเวลาดังกล่าว โดยยอดขายของแบรนด์ Prada นับเป็น 62% ของรายได้บริษัททั้งหมด
ทางด้าน Miu Miu มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่จำนวน 358 ล้านยูโร นับเป็น 29% ของรายได้บริษัททั้งหมด ซึ่งก็ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะยอดขายของแบรนด์เคยเติบโตขึ้นถึง 60% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า อีกทั้งในไตรมาสแรกของปีนี้ Miu Miu ก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางเช่นเดียวกับแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำส่วนใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Miu Miu ในอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิกนั้นเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนสามารถชดเชยการชะลอตัวของยอดขายในยุโรปกับตะวันออกกลางได้
Andrea Guerra ผู้บริหารแห่ง Prada Group เผยว่าบริษัทใช้กลยุทธ์ลดการจำหน่ายสินค้า Prada ผ่านเอาต์เล็ต และผลที่ออกมาก็คือการเติบโตของรายได้จากสินค้าราคาเต็ม ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในวันข้างหน้า ส่วน Miu Miu ที่ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลงในยุโรป แต่พวกเขาก็กำลังสร้างรากฐานที่มั่นคงผ่านสโตร์ในมิลาน ปารีส และลอนดอน
ในขณะที่ Versace ที่มีรายได้ 143 ล้านยูโรในไตรมาสแรกของปีนี้ ตามการคาดการณ์ของบริษัท ก็น่าจะมีความท้าทายมากขึ้นในไตรมาสที่ 3 ขึ้นไป เนื่องจากแบรนด์จะยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ภายในปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นยิ่งใหญ่อย่างเต็มตัวในปี 2027 ของ Pieter Mulier ครีเอทีฟไดเรคเตอร์คนใหม่

