×

เจาะลึกประชุม NATO 2026 สหรัฐฯ บีบงบกลาโหม วัดใจยุโรปเดินหน้าความมั่นคง ตุรกีเดินเกม Middle Power

06.07.2026
  • LOADING...
ผู้นำประเทศสมาชิก NATO ร่วมประชุมสุดยอด NATO 2026 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี

การประชุมสุดยอด NATO 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี กำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์’ ที่อาจพลิกโฉมหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงโลกไปตลอดกาล ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นทั่วโลก

 

 
 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า องค์การความร่วมมือนี้กำลังเผชิญยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สาม หรือ ‘NATO 3.0’ เมื่อสหรัฐอเมริกาลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ สู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ สะท้อนให้เห็นจากข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกจะเพิ่มงบกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งเครื่องอุตสาหกรรมผลิตอาวุธแบบเต็มกำลัง เพื่อรับมือกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน

 

ขณะเดียวกัน บทบาทของ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในฐานะเจ้าภาพ ก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือโอกาสทองที่ตุรกีจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ตอกย้ำจุดยืน ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) พร้อมผลักดันวาระความมั่นคงในภูมิภาคของตน และเปิดทางให้อุตสาหกรรมอาวุธสัญชาติตุรกีผงาดในตลาดยุโรป

 

THE STANDARD ชวนสำรวจวาระสำคัญของการประชุม NATO 2026 ผ่านการทำความเข้าใจเบื้องลึกแนวคิด NATO 3.0 พร้อมเจาะลึกว่า เพราะเหตุใดการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นการจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางโลกในทศวรรษหน้า

 

ใครเข้าร่วมประชุม NATO 2026 บ้าง

 

การประชุมสุดยอด NATO Summit 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 36 ขณะที่ตุรกีเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หลังเคยจัดที่นครอิสตันบูลในปี 2004

 

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำ 32 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม เช่น มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO, อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ขณะที่ผู้นำสำคัญที่เข้าร่วม ได้แก่

 

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
  • เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี
  • เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
  • เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส
  • ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
  • จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี
  • มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา
  • อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์
  • อุล์ฟ คริสเตอร์สัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน
  • เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน
  • คีเรียกอส มิตโซตาคิส นายกรัฐมนตรีกรีซ
  • โยนาส กาห์ร์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์
  • เมตเทอ เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก

 

วาระการประชุม NATO 2026 มีอะไรบ้าง

 

สำหรับวาระการประชุมหลักประจำปี 2026 NATO ประกาศไว้ 3 เรื่อง ได้แก่

 

1.การลงทุนด้านกลาโหม (Defence Investment) เช่น การติดตามการดำเนินการตามคำมั่นเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ประเทศสมาชิก หรือการเน้นการลงทุนในขีดความสามารถทางทหารที่จำเป็น

 

2.อุตสาหกรรมกลาโหม (Defence Industry) หรือการพูดคุยเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์, การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการเร่งความร่วมมือด้านการจัดซื้อและการผลิตระหว่างชาติสมาชิก

 

ทั้งนี้ อุลริเกอ ฟรังเคอ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายจาก European Council on Foreign Relations ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประเด็นดังกล่าวเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมยุโรป ขณะที่โปแลนด์ รัฐบอลติก และกลุ่มประเทศนอร์ดิก เป็นประเทศเดินหน้าเร็วที่สุดในการลงทุนด้านกลาโหม เพราะอยู่ใกล้กับภัยคุกคามอย่างรัสเซียมากกว่า

 

ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งยังเพิ่มงบกลาโหมได้ช้ากว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านการคลังและการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งอุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรปยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง ระบบราชการซับซ้อน การขาดแคลนแรงงาน และการลงทุนที่ไม่เพียงพอมาเป็นเวลานาน

 

แม้การจัดซื้อจัดจ้างร่วมระหว่างประเทศสมาชิกจะถูกมองว่า เป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับความสามารถในการทำงานร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละประเทศยังคงต้องการรักษาสัญญาจัดซื้อ การจ้างงาน และรายได้ทางภาษีไว้ภายในประเทศของตนเอง

 

ฟรังเคอชี้ว่า ปัจจุบัน NATO มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ประเทศสมาชิกจะทำอย่างไรเพื่อสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาขีดความสามารถทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

 

3.การสนับสนุนยูเครน ถือเป็นการมุ่งหารือแนวทางให้ความช่วยเหลือทางทหารในระยะยาว เสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยูเครน รวมถึงการตอบคำถามว่า ชาติสมาชิก NATO จะสนับสนุนยูเครนอย่างมีความต่อเนื่องและยั่งยืนอย่างไร

 

อนึ่ง การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเผชิญความสูญเสียอย่างหนักในสนามรบ โดยเซธ โจนส์ ประธานฝ่ายกลาโหมและความมั่นคงของ CSIS ระบุว่า รัสเซียทำผลงานได้ย่ำแย่มากในปี 2026

 

ขณะที่ยูเครนยังยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนและขีปนาวุธภายในรัสเซียและไครเมีย โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การทหาร และโลจิสติกส์ สะท้อนความก้าวหน้าของยูเครนในการพัฒนาขีดความสามารถโจมตีภายในประเทศ

 

จับตา ‘NATO 3.0’ ธีมใหญ่ปี 2026 ที่อยู่เบื้องหลังการประชุม

 

แม้ NATO จะประกาศวาระหลักของการประชุมไว้เพียง 3 ประเด็น แต่บทวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่าน NATO สู่ยุค 3.0 หรือแนวคิดที่ใช้อธิบายทิศทางใหม่ของพันธมิตรในยุคที่สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกเปลี่ยนแปลงไป

 

ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในอดีต NATO เปลี่ยนผ่านมาแล้ว 2 ยุค คือ NATO 1.0 ในยุคสงครามเย็น มีบทบาทป้องปรามสหภาพโซเวียต ขณะที่สหรัฐฯ เป็นกำลังหลักในการคุ้มครองยุโรป ส่วน NATO ยุคหลังสงครามเย็น คือ การเปลี่ยนบทบาทจากการป้องกันดินแดนไปสู่การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ การต่อต้านการก่อการร้าย และภารกิจนอกพื้นที่ เช่น บอสเนีย โคโซโว อัฟกานิสถาน และลิเบีย

 

ในแนวคิด NATO 3.0 ยุโรปต้องเป็นเสาหลักของความร่วมมือ และรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น เช่น เพิ่มงบกลาโหม เร่งผลิตอาวุธในยุโรป ควบคู่กับการพัฒนากองทัพยุคดิจิทัล และกลับมาให้ความสำคัญกับการป้องกันดินแดน หรือการทำสงครามความเข้มข้นสูง (High-Intensity Warfare)

 

ขณะที่สหรัฐฯ จะลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ มาเป็นผู้สนับสนุนและผู้ค้ำประกัน โดยมีคำมั่นว่า ยุโรปและแคนาดาจะรับผิดชอบการป้องกันภาคพื้นทวีปมากขึ้น ส่วนวอชิงตันจะสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ เช่น ข่าวกรอง การป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และการเคลื่อนย้ายกำลังทางยุทธศาสตร์

 

อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมสุดยอดปี 2025 หลังชาติพันธมิตรเห็นพ้องว่า จะเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 โดยแบ่ง 3.5% เป็นความต้องการด้านกลาโหมหลัก และอีก 1.5% สำหรับประเด็นความมั่นคงในวงกว้าง นั่นจึงทำให้การประชุมปี 2026 ถูกจับตามองว่า คำมั่นจะเปลี่ยนไปเป็นการปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

 

‘ตุรกี’ ในฐานะเจ้าภาพต้องการอะไรจากการประชุม

 

น่าสนใจว่า ในการประชุม NATO Summit 2026 ครั้งนี้ สื่อและผู้เชี่ยวชาญจับตาบทบาทของตุรกีในฐานะเจ้าภาพ โดยมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญที่จะยกระดับสถานะบนเวทีความมั่นคงโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ NATO กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

 

จุดแข็งสำคัญของตุรกีคือที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเชื่อมต่อยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคทะเลดำ ขณะที่ยังเป็นผู้ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะแนลส์ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สู่ทะเลดำ

 

นอกจากนี้ ตุรกียังมีพรมแดนติดกับซีเรีย อิรัก และภูมิภาคคอเคซัส ทำให้ต้องรับมือกับภัยคุกคามหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งสงคราม การก่อการร้าย การอพยพของผู้ลี้ภัย และความไม่มั่นคงในภูมิภาค

 

รายงานของ Defence Turkey ระบุว่า แอร์โดอันต้องการผลักดันให้ NATO ให้ความสำคัญกับ ‘ปีกใต้’ ของพันธมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะการป้องปรามรัสเซียในยุโรปตะวันออก

 

ขณะเดียวกัน ตุรกียังต้องการผลักดันอุตสาหกรรมกลาโหมให้มีบทบาทมากขึ้นในตลาดยุโรป โดยปัจจุบัน บริษัทอย่าง Baykar, TUSAŞ และ Roketsan กลายเป็นผู้ผลิตโดรน ขีปนาวุธ และเทคโนโลยีทางทหารที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศเร่งจัดหาอาวุธและเพิ่มกำลังการผลิต

 

ที่สำคัญไม่แพ้กัน อังการายังต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของตนในฐานะ ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) ที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกันได้ภายใต้นโยบาย Strategic Autonomy เห็นได้ชัดเจนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยตุรกีประณามการรุกรานของรัสเซียและสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่ก็ไม่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะที่ยังเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาไกล่เกลี่ยหลายครั้ง

 

ภาพ: Stoyan Nenov / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising