×

ทำไมไทยต้องไปต่อ EV 4.0? คุยกับประธาน OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย ในวันที่แบรนด์รถจีน-ญี่ปุ่นแข่งเดือด

06.07.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบ OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยแข่งขันร้อนแรงต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายการลงทุนและเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี มากกว่า 10 แบรนด์ ที่เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทยแล้ว ได้แก่ BYD, MG, Great Wall Motor (GWM), GAC Aion, Neta, Zeekr, XPeng, Leapmotor

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

และล่าสุด Chery Group OMODA & JAECOO เข้ามาทำตลาดและสร้างโรงงานผลิต โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา CHERY Group และ OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ Intelligent Mobility และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมยกระดับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย

 

ส่ง JAECOO 6T REEV ต่ำล้านท้าชิงตลาด

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ เซดริก ชุย  ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ถึงกลยุทธ์ของบริษัทในประเทศไทย ว่า หลังเริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2567 บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ New Energy Vehicle (NEV) เป็นหัวใจหลัก

 

ซึ่งไม่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า BEV เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทางวิ่ง (Range-Extended Electric Vehicle: REEV) ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่

 

โดยล่าสุดได้เปิดตัว JAECOO 6T REEV วิ่งไกล 800 กม. ราคาเริ่มต้น 8.7 แสนบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด

 

“เรามองว่าผู้บริโภคชาวไทยมีรูปแบบการใช้งานรถยนต์ที่หลากหลาย จึงไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเพียงรูปแบบเดียวตอบโจทย์ได้ทั้งหมด”

 

ดังนั้น ในช่วง 5 ปีข้างหน้า Chery Group จะยังคงเดินหน้าพัฒนาและทำตลาดยานยนต์พลังงานทางเลือกทุกประเภทควบคู่กัน ทั้ง BEV, PHEV และ REEV โดยไม่ได้ปรับกลยุทธ์ไปเน้นเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเป็นพิเศษ แต่จะรักษาสมดุลของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

 

สำหรับภาพรวมสัดส่วนยอดขายของรถยนต์แต่ละประเภท แม้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนได้ เนื่องจาก REEV เพิ่งเปิดตัวและยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำตลาด

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่า BEV จะยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทต่อไป แม้ที่ผ่านมา BEV จะคิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของยอดขาย แต่เมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้ง PHEV และ REEV สัดส่วนของรถยนต์แต่ละประเภทก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามความต้องการของตลาด

 

มอง 3-5 ปี ตลาด EV ไทย ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐาน

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทิศทางของตลาดจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบสถานีชาร์จ หากโครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ BEV ก็จะยังคงเป็นกำลังหลักของตลาด แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน REEV และ PHEV จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

มาตรการ EV ไทยสั้นเกินไป เทียบจีนใช้เวลา 10 ปี

 

สำหรับประเด็นที่รัฐบาลไทยเตรียมสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.5 ในปีหน้านั้น ผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) และภาคอุตสาหกรรมกำลังหารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ของมาตรการ EV 4.0 เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

 

“ผมมองว่า หากพิจารณาประสบการณ์ของประเทศจีน จะพบว่าการผลักดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี จึงสามารถผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่มีสัดส่วนในตลาดเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 30-40%”

 

เมื่อเทียบกับประเทศไทย ระยะเวลาของมาตรการสนับสนุนในปัจจุบัน 4 ปี ยังถือว่าสั้นเกินไปที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ทั้งในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค การลงทุนของผู้ผลิต และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

 

บริษัทเห็นว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2030 การสนับสนุนจากภาครัฐยังคงมีความจำเป็น ไม่เพียงเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเท่านั้น

 

แต่ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ตัดสินใจลงทุนผลิตชิ้นส่วนหลักภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

แม้ว่าการคงอัตราภาษีนำเข้าไว้ในระดับเดิมจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่บริษัทมองว่า มาตรการส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจจากภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

สงครามและราคาพลังงานเพิ่มทางเลือก EV

 

เมื่อถามถึงความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลต่อความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นแค่ไหน “ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญประเทศจีนได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน”

 

นอกจากระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแล้ว บริษัทจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะควบคู่กัน ทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มยานยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไปในอนาคต

 

บิล จาง

 

บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย กล่าวว่า รถยนต์ JAECOO 6T REEV ล็อตแรกจำนวน 1,000 คัน จะเดินทางถึงประเทศไทยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขายเบื้องต้นไว้ที่ 500 คันต่อเดือน

 

สำหรับเป้าหมายด้านยอดขายในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจผ่าน 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ OMODA & JAECOO และ CHERY

 

ทั้งสองแบรนด์มีการวางตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) และเครือข่ายผู้จำหน่าย (Dealer Network) แยกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน

 

รุกสร้างซัปพลายเชนในไทย หลังยอดขายโตเท่าตัว

 

ปัจจุบัน OMODA & JAECOO มียอดส่งมอบรถยนต์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000-3,500 คันต่อเดือน ขณะที่แบรนด์ CHERY ซึ่งเพิ่งเริ่มทำตลาดในประเทศไทยและยังมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายไม่มากนัก มียอดส่งมอบเฉลี่ยประมาณ 600-1,000 คันต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการจัดสรรกำลัง การผลิตและการส่งมอบรถยนต์ในแต่ละช่วงเวลา โดยหลังจากมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าจะช่วยผลักดันยอดขายของทั้งสองแบรนด์ให้เติบโตต่อเนื่อง

 

ขณะที่ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทมีเพียง OMODA & JAECOO เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 500-800 คันต่อเดือน

 

“การเติบโตของบริษัทในปีนี้ถือว่าโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่ได้รับแรงหนุนจากยอดจองรถซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยยอดขายในประเทศไทยเติบโตมากกว่า 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อน” Bill กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Bill ย้ำว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงตัวเลขยอดขาย แต่ยังรวมถึงการลงทุนสร้างซัปพลายเชนระยะยาวในประเทศไทย ทั้งชิ้นส่วน เครื่องจักร การสร้างเครือข่ายธุรกิจ การขยายฐานการผลิต และการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจ และเติบโตในประเทศไทยอย่างจริงจัง

 

เล็งเพิ่มกำลังการผลิตรับ ‘REEV’

 

ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตในประเทศไทยที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สามารถรองรับความต้องการผลิตในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทได้วางแผนลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายศักยภาพของโรงงานอย่างต่อเนื่อง

 

โดยแผนการลงทุน ครอบคลุมการติดตั้งสายการผลิตและเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และยกระดับขีดความสามารถของโรงงานในประเทศไทย และ Local content

 

ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้ผลิตรถยนต์ Battery Electric Vehicle (BEV) เป็นหลัก แต่ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายการผลิตไปสู่รถยนต์พลังงานทางเลือกประเภทอื่น โดยเฉพาะ REEV

 

“การทำตลาดรถยนต์เทคโนโลยีใหม่อย่าง REEV ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการเร่งสร้างยอดขายในระยะสั้น หากตลาดตอบรับดี บริษัทก็พร้อมจัดหาซัพพลายเพื่อส่งมอบรถให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

 

ตั้งราคาที่แข่งขันได้

 

ส่วนแนวทางการกำหนดราคาตั้งอยู่บนเป้าหมายให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีในราคาที่เหมาะสม แม้การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำตลาดจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ

 

การเปิดตัว JAECOO 6T REEV จึงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน โดยบริษัทต้องการให้ผู้บริโภครู้จักเทคโนโลยี REEV มากขึ้น และตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ยังมีข้อกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้ คือ ศักยภาพด้านการผลิตของ Chery Group ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีนติดต่อกันเป็นปีที่ 23 ส่งผลให้มี Economy of Scale ช่วยลดต้นทุนการผลิต

 

ขณะที่จีนยังเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงตามไปด้วย

 

การแข่งขันแบรนด์จีน-ญี่ปุ่น ในมุมมอง Chery Group

 

สำหรับประเด็นการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตรถยนต์จีนและญี่ปุ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก บริษัทขอมองการแข่งขันผ่านมิติของ ‘เทคโนโลยี’ มากกว่าการแข่งขันด้านสัญชาติของผู้ผลิต

 

 

บริษัท ชี้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Chery Group ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบขับขี่อัจฉริยะ (Autonomous Driving) ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

การลงทุนดังกล่าวไม่ได้มุ่งตอบโจทย์ตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก (Global Technology Platform) ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

 

เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Chery Group สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

 

ขณะเดียวกัน ทีมงานในประเทศไทยยังทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นและความต้องการของผู้บริโภค ก่อนส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในแต่ละตลาดได้ดียิ่งขึ้น

 

สะท้อนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค มากกว่าการนำรถรุ่นเดียวกันไปจำหน่ายทั่วโลกโดยไม่ปรับให้เหมาะกับตลาด

 

ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้บริหารยอมรับว่า ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่บ้าง แต่บริษัทได้เตรียมรับมือผ่านการบริหารจัดการซัปพลายเชนในระดับโลก และยังคงเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

 

“ในระยะยาว ปัจจัยที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์จะไม่ใช่เพียงกำลังการผลิตหรือการแข่งขันด้านราคา แต่คือความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรม และการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

 

รู้จัก CHERY-OMODA & JAECOO แบรนด์น้องใหม่ที่เข้ามาทำตลาดในไทยเต็มสูบ

 

สำหรับ CHERY Automobile Co., Ltd. ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 เป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน ด้วยความมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศจีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และบราซิล

 

ปัจจุบัน CHERY ดำเนินธุรกิจในหลายภูมิภาคทั่วโลกครอบคลุม 110 ประเทศ และตั้งโรงงานในต่างประเทศ 16 แห่ง ส่วน OMODA & JAECOO ผู้พัฒนาแบรนด์รถยนต์ส่วนบุคคล ภายใต้บริษัท CHERY Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก

 

โรงงาน โอโมดา แอนด์ เจคู แฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ตั้งอยู่ที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง บนพื้นที่ 120,000 ตารางเมตร โรงงานแห่งนี้ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนารถยนต์ของภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คัน/ปี

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories