เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกอิสระชาวอเมริกันเชื้อสายยิว วัย 84 ปี เผยเหตุผลว่า ทำไมสหรัฐฯ ต้องยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล ผ่านบทความ Opinion ใน The Guardian พร้อมแสดงจุดยืน ‘คัดค้าน’ การส่งอาวุธของสหรัฐฯ เพื่อหนุนการสู้รบของอิสราเอลในตะวันออกกลาง
โดยแซนเดอร์สผลักดันมติในวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อระงับการขายอาวุธมูลค่ารวมประมาณ 450 ล้านดอลลาร์ ให้กับรัฐบาลอิสราเอล แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วมติดังกล่าวจะถูกโหวตคว่ำโดยสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตบางส่วน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เพิ่มสูงขึ้นมากในหมู่สมาชิกสภาคองเกรสและพลเมืองชาวอเมริกัน ต่อผลกระทบและความสูญเสียของพลเรือนอันเกิดจากการโจมตีของอิสราเอล
แซนเดอร์ส ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯ รับฟังเสียงของประชาชนและยุติการส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่รัฐบาลของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยเน้นย้ำว่า การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทที่อันตรายของอิสราเอล ‘ไม่ใช่การต่อต้านชาวยิว’ (Antisemitic) แต่อย่างใด
ทำไมสหรัฐฯ จึงไม่ควรช่วยเหลืออิสราเอลทางการทหารอีก
1. การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แม้อิสราเอลจะมีสิทธิในการป้องกันตนเองจากการโจมตีของกลุ่มฮามาส แต่การตอบโต้ของรัฐบาลเบนจามิน เนทันยาฮูนั้น เป็นการ ‘ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ’ และถูกผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ‘เข้าข่าย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ (Genocide) ต่อชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ การจัดหาอาวุธให้ยังถือเป็นการ ‘ขัดต่อกฎหมายของสหรัฐฯ’ เอง ได้แก่ พ.ร.บ.ความช่วยเหลือต่างประเทศ (Foreign Assistance Act) และ พ.ร.บ.ควบคุมการส่งออกอาวุธ (Arms Export Control Act)
2. ความสูญเสียของพลเรือนจำนวนมหาศาล
แซนเดอร์สระบุว่า ผลจากการโจมตีทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 72,000 คน และบาดเจ็บกว่า 170,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนชรา นอกจากนี้ยังมีการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก โดยที่อยู่อาศัยกว่า 90% โรงพยาบาล 94% และมหาวิทยาลัยทั้งหมด 12 แห่งในกาซาถูกทำลาย อีกทั้งการปิดกั้นความช่วยเหลือยังส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะขาดสารอาหารและอดตาย
นอกจากนี้ ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกาซา แต่รวมถึงในเขตเวสต์แบงก์ด้วย ทหารและผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวได้ทำลายบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์กว่า 6,000 หลัง และสร้างนิคมผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นกว่า 200 แห่ง สิ่งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลเนทันยาฮูที่มุ่งทำลายและฝังกลบแนวคิดในการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างถาวร
3. การขยายแนวหน้าของสงครามสู่เลบานอนและอิหร่าน
อิสราเอลได้เปิดฉากรุกรานเลบานอน ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนกว่า 2,000 คน และเข้ายึดครองพื้นที่ถึง 14% ของประเทศ พร้อมทั้งขู่ว่าจะทำลายหมู่บ้านตามแนวชายแดนให้ราบคาบเหมือนในกาซา นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังเป็นผู้โน้มน้าวให้โดนัลด์ ทรัมป์เริ่มสงครามกับอิหร่านที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 13 นาย มีพลเรือนล้มตายจำนวนมาก และก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้สินค้าขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นทั่วโลก
4. การคัดค้านจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่
เสียงสนับสนุนอิสราเอลในสหรัฐอเมริกาลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยผลสำรวจระบุว่า 60% ของชาวอเมริกัน ‘คัดค้าน’ การที่สหรัฐฯ จะส่งอาวุธให้อิสราเอล ขณะที่ 80% ของพรรคเดโมแครตและ 41% ของพรรครีพับลิกันมีมุมมองที่ไม่ดีต่ออิสราเอลในปัจจุบัน
5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลก
การที่เนทันยาฮูโน้มน้าวให้สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านอย่าง ‘ไม่มีเหตุผลอันควร’ ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นและเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น
จากเหตุผลทั้งหมด แซนเดอร์สจึงผลักดันให้วุฒิสภาลงคะแนนเสียงผ่านมติ (Joint Resolutions of Disapproval) เพื่อขัดขวางการขายอาวุธ 2 รายการ ได้แก่ ระเบิดมูลค่า 151.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรถแทรกเตอร์ (Bulldozers) มูลค่า 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยย้ำว่า รถแทรกเตอร์เหล่านี้ไม่ใช่ ‘อาวุธเชิงรับ’ แต่เป็น ‘เครื่องมือสำหรับการกวาดล้างเผ่าพันธุ์’ (Ethnic Cleansing) ที่ใช้เพื่อรื้อถอนบ้านเรือนและกีดกันไม่ให้เกิดรัฐปาเลสไตน์
แซนเดอร์สเน้นย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกสภาคองเกรสจะต้องรับฟังเสียงของประชาชนชาวอเมริกัน และยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ แก่รัฐบาลสุดโต่งของเนทันยาฮู
แฟ้มภาพ: Yeongsik Im / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/apr/15/no-more-us-military-aid-to-israel
- https://www.sanders.senate.gov/op-eds/no-more-us-military-aid-to-israel/#:~:text=The%20time%20is%20long%20overdue,to%20the%20extremist%20Netanyahu%20government
- https://www.reuters.com/legal/government/us-senate-republicans-back-trump-military-sales-israel-2026-04-16/


