ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดหุ้น
ประเด็นสำคัญ
- เปิดลายแทงรายอุตสาหกรรม กลุ่มเด่นดันตลาด และกลุ่มที่ยังชะลอตัว
- กระแสเงินลงทุน AI และ Hyper Scaler ยังไม่แผ่ว
- ทำไม ‘งบดีแต่ราคาหุ้นกลับร่วง’ เมื่อตลาดหันมาจับตา ‘คุณภาพกำไร’
- จับตาประเด็น Data Center สหรัฐฯ และความท้าทายจาก “จีน”
- แนวโน้มผลประกอบการระยะต่อไป และ 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
- คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ สะสมหุ้นอนาคตดีเมื่อย่อตัว
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ภาพรวมออกมา ‘ดีจนผิดปกติ’ โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้
- การเติบโตของรายได้ : โดยเฉลี่ยเติบโตถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)
- อัตรากำไร (Margin): อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งประมาณ 16.9%
- กำไรสุทธิ (Net Profit): หากดูตัวเลขรวมรายการพิเศษจะเติบโตสูงถึง 50% YoY เนื่องจากมีรายการพิเศษจากการประเมินมูลค่าทางบัญชี (Mark to Market) ของหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาด เช่น Anthropic หรือ SpaceX แต่หากตัดรายการพิเศษเหล่านี้ออกไป กำไรสุทธิก็ยังเติบโตได้แข็งแกร่งถึงประมาณ 22% ทั้งนี้ หากพิจารณาตัวเลขค่าเฉลี่ยสุทธิของ S&P 500 จะพบว่ากำไรเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32% YoY ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 1 ที่เติบโต 25%
ความน่าสนใจในมิตินี้คือ แม้เราจะทดลองตัดกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) หรือกลุ่มพลังงาน (Energy) ออกไป ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถเติบโตในระดับ 20% กว่า สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสงคราม ราคาน้ำมันแพง และความไม่แน่นอนของดอกเบี้ย แต่รายได้และกำไรของ บจ. สหรัฐฯ ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจยังคงไปต่อได้ดี
เปิดลายแทงรายอุตสาหกรรม กลุ่มเด่นดันตลาด และกลุ่มที่ยังชะลอตัว
จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าการเติบโตในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในสองกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่
- กลุ่มพลังงาน (Energy): ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรม
- กลุ่มเทคโนโลยี (Technology): ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างมหาศาลของ AI Infrastructure และงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
- กลุ่มการเงินและธนาคาร (Financials & Banking): เติบโตได้ดีในระดับ 20% ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากตลาดทุนที่ปรับตัวขึ้นและการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการระดมทุนและการทำ IPO
- กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples & Discretionary): แม้จะรู้สึกว่าชะลอตัว แต่ในภาพรวมยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ทว่าในมุมมองของผู้บริโภคทั่วไป ภาพรวมของกลุ่มนี้ยังคงมีลักษณะทรงตัวและยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัดนัก
กระแสเงินลงทุน AI และ Hyper Scaler ยังไม่แผ่ว
ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ Hyper Scaler เช่น Google, Microsoft, Meta และ Amazon ทุกบริษัทต่างยังมีแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่ ยกเว้น Microsoft ต่างมีการเพิ่มงบลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ ตัวเลข CapEx รวมกันของยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้จะแตะระดับเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยี AI
นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงอย่าง Anthropic หรือ Open AI ก็มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความต้องการใช้งานและสร้างรายได้จริงอย่างสมเหตุสมผล
ทำไม ‘งบดีแต่ราคาหุ้นกลับร่วง’ เมื่อตลาดหันมาจับตา ‘คุณภาพกำไร’
บทเรียนสำคัญจากงวดนี้คือ ปรากฏการณ์ที่บริษัทประกาศงบดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสวนทางกัน คุณชาตรีอธิบายว่า เป็นเพราะปัจจุบันนักลงทุนมองลึกไปมากกว่าแค่ตัวเลขกำไร แต่โฟกัสที่ “คุณภาพของผลประกอบการ” และกระแสเงินสด
- ความกังวลเรื่องแนวโน้มอนาคต (Guidance): หากผลงานงวดปัจจุบันดี แต่แนวโน้มอนาคตส่งสัญญาณชะลอตัว ตลาดจะเริ่มเกิดความกังวลทันที
- กระแสเงินสด (Cash Flow) คือคำตอบ: หุ้นหลายบริษัท เช่น Meta หรือ Amazon ที่แม้จะประกาศกำไรดีกว่าคาด แต่หากกระแสเงินสดลดลง ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงทันที
- เติบโตอย่างยั่งยืน: ตลาดต้องการเห็นบริษัทที่เติบโตด้วยกระแสเงินสดที่แท้จริง ไม่ใช่การเติบโตที่เกิดจากการกู้ยืมเงินหรือการใช้ Leverage สูงเกินไป ทำให้การลงทุนต่อจากนี้ต้องอาศัยความระมัดระวังมากขึ้นอย่างมาก
จับตาประเด็น Data Center สหรัฐฯ และความท้าทายจาก “จีน”
ประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ ความพยายามของบางรัฐในสหรัฐฯ เช่น รัฐเท็กซัส (Texas) และรัฐนิวยอร์ก (New York) ที่สั่งชะลอหรือทบทวนการก่อสร้าง Data Center ใหม่ ซึ่งรากฐานของปัญหามาจากความกังวลเรื่องค่าไฟและราคาพลังงาน ที่อาจส่งผลกระทบและเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอื่น
- กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก: คือกลุ่มที่เป็นเจ้าของ Data Center หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ต้องเลื่อนหรือทบทวนโครงการออกไปก่อน
- กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด: คือกลุ่ม Supply Chain ของ Data Center (เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์) ที่แม้โครงการจะชะลอตัวในบางรัฐ แต่พวกเขายังสามารถย้ายไปผลิตหรือสร้างในรัฐอื่น หรือกระทั่งในต่างประเทศได้
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์: คือกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหรือผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ซึ่งจะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น
ในระยะยาว ปัญหานี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่ของการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถดีเลย์การอนุมัติเหล่านี้ออกไปได้นานเกินไป เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันกับประเทศจีนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานที่เหลือเฟือและกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน
แนวโน้มผลประกอบการระยะต่อไป และ 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
หากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย แนวโน้มในไตรมาสถัดๆ ไปยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดการณ์ว่า
- ไตรมาส 3: กำไรจะเติบโตประมาณ 27%
- ไตรมาส 4: กำไรจะเติบโตประมาณ 25%
- ทั้งปี 2569 (2026): คาดว่าจะเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 30%
อย่างไรก็ดี คุณชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตที่สูงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางภาษี (IEPA) ของปีที่แล้วที่ถูกสั่งเก็บ ทำให้กำไรของปีก่อนหน้าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อต้นปีนี้มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ฐานกำไรปีนี้ถูกดึงให้สูงขึ้นเล็กน้อย และหากมองข้ามไปปี 2570 (2027) คาดว่าอัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวลงกลับมาสู่ระดับปกติที่ 14-15%
สิ่งที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น ได้แก่
สุนทรพจน์ด้านนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งปกติแล้วประธานคนนี้เป็นคนที่ให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย ต่างจากสไตล์ของ โจม พาวเวล (Jerome Powell) ที่มักจะให้คำแนะนำและชี้นำตลาดล่วงหน้าอย่างชัดเจน
- การประกาศงบของ Nvidia (วันที่ 26 สิงหาคม): ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์และทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก เนื่องจาก Nvidia เป็นบริษัทที่รับคำสั่งซื้อมาจากยักษ์ใหญ่ทุกราย
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield): ปัจจุบัน บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.7% และอายุ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.3% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นพอสมควร
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ สะสมหุ้นอนาคตดีเมื่อย่อตัว
นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 10% ในขณะที่เป้าหมายเฉลี่ยดัชนี S&P 500 ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 8,000 – 8,200 จุด ส่งผลให้ดัชนีปัจจุบันมีอัปไซด์ (Upside) จำกัดอยู่เพียงประมาณ 4-5% เท่านั้น ด้วยอัปไซด์ที่แคบลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นความผันผวนและการขายทำกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น
SCB CIO แนะนำแนวทางการปรับพอร์ตลงทุนดังนี้
- กลยุทธ์ Buy on Weakness: ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานหรือย่อตัวลงมา เป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นของธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม AI Infrastructure ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและงบลงทุนรองรับชัดเจน
- หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ควรหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินหรือการใช้เลเวอเรจเพื่อป้องกันความเสี่ยง
- เพิ่มความยืดหยุ่นในพอร์ตโฟลิโอ: แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายยืดหยุ่น เช่น กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) ที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับน้ำหนักสินทรัพย์ได้อย่างอิสระ หรือเลือกแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ที่ไม่ผันผวนโดยตรงตามทิศทางของตลาดหุ้น เนื่องจากในเวลานี้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูก และตราสารหนี้เองก็ยังมีแรงกดดันจากทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
“ภาพระยะยาวของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลง นวัตกรรมใหม่ๆ จะยังคงสร้างรูปแบบธุรกิจและกำไรใหม่ๆ ได้อีกมากในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ถอดใจหรือถอนพอร์ตการลงทุนออกไปทั้งหมด เพียงแต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และเปลี่ยนมาเน้นจังหวะเก็บสะสมเมื่อราคาปรับย่อตัว” ชาตรี กล่าว

