มาตรการคว่ำบาตร ‘D-Day ทางเศรษฐกิจ’ (Economic D-Day) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นความพยายามขั้นสูงสุดในการตัดขาดเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยการประกาศคำขู่เรื่อง ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันรุนแรง’ ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน
ประเด็นสำคัญ
การประกาศมาตรการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์ (Pivot) จากการใช้กำลังทหารมาสู่การกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง หลังจากที่การโจมตีทางทหารในช่วงเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาล้มเหลวในการบีบให้อิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา และคลังยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ เริ่มร่อยหรอลง สหรัฐฯ จึงหันมาขับเคลื่อนมาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจแบบสองทาง หรือที่เรียกว่า ‘Operation Economic Fury’ ซึ่งรวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินควบคู่กับการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ภายใต้คำขาดแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่า “หากไม่เลือกอยู่ข้างเรา ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับเรา”
มาตรการคว่ำบาตรนี้จะกระทบ ‘อิหร่าน’ มากน้อยแค่ไหน
ประสิทธิภาพและโอกาสสำเร็จของมาตรการนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- กลไก ‘รัศมีทำลายล้างทางเศรษฐกิจ’
โดยมาตรการนี้จะใช้ความทรงอิทธิพลของ ‘เงินดอลลาร์สหรัฐ’ เป็นอาวุธในการบีบบังคับสถาบันการเงินและประเทศที่สามให้เลิกทำธุรกิจกับอิหร่าน
ไมเคิล พาร์กเกอร์ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ประเมินว่า กลยุทธ์นี้คือการพยายาม ‘ขยายรัศมีแรงระเบิดของการคว่ำบาตร’ (Expand the Economic Blast Radius) เพื่อปิดกั้นทุกธุรกรรมที่แตะต้องเงินดอลลาร์สหรัฐและเชื่อมโยงกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม พาร์กเกอร์เตือนว่า ความสำเร็จของมาตรการนี้ “จะทรงพลังเท่ากับความเต็มใจของประเทศเป้าหมายเหล่านั้นที่จะยอมปฏิบัติตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เท่านั้น” ซึ่งนี่เป็นปัจจัยภายนอกที่อิหร่านไม่สามารถควบคุมได้เอง
ขณะนี้ พันธมิตรบางประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน (ครองสัดส่วนการนำเข้าของอิหร่านกว่า 30%) ได้ประกาศระงับกิจกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านทั้งหมดทันทีหลังข้อพิพาทขีปนาวุธ ทว่าประเทศเป้าหมายอื่นๆ เช่น ตุรกี หรืออิรัก ยังคงเป็นตัวแปรที่น่ากังวล และยังไม่มีท่าทีตอบรับใดๆ
ขีดความสามารถในการหลบเลี่ยงและการปรับตัวของอิหร่าน
โดยอิหร่านเผชิญการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามในปี 1979 จึงมีประสบการณ์สูงมากในการเอาตัวรอด
โมฮัมเหม็ด ฮัมมูดา ผู้จัดการด้านการควบคุมการส่งออกและการคว่ำบาตรของ London Stock Exchange ชี้ว่า “อิหร่านปรับตัวได้เร็วมาก” เมื่อใดที่โดนคว่ำบาตร พวกเขาก็จะหาถนนสายใหม่เพื่อเลี่ยงมันได้เสมอ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทั่วโลกทำได้เพียงวิ่งตามไล่จับเพื่อปิดรอยรั่วอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับท่าทีของฝั่งอิหร่านที่ระบุว่า แรงกดดันเหล่านี้ไม่มีทางหักล้างความตั้งใจของพวกเขาได้ โดยอิหร่านยังคงอาศัยช่องทางอย่าง ‘กองเรือเงา’ (Shadow Tankers) เพื่อส่งออกน้ำมัน และใช้บริษัทบังหน้าในการโอนเงินนอกระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
‘ประเทศจีน’ กำแพงหินด่านสำคัญที่ยากจะก้าวข้าม
ในมิติการค้าและเศรษฐกิจ จีนคือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือน ‘ท่อน้ำเลี้ยงหลัก’ ที่มีความสำคัญต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างยิ่ง
เกรเกอรี บรูว์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian โดยระบุว่า มาตรการนี้จะส่งผลกระทบอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อพุ่งเป้าไปที่คู่ค้าของอิหร่าน แต่ในความเป็นจริง ‘เป็นเรื่องยากมาก’ ที่สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการกดดันขั้นรุนแรงเช่นนี้กับจีนตรงๆ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่ทับซ้อนและเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ-จีน ยิ่งไปกว่านั้น กำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของ สีจินผิง ผู้นำจีน ยิ่งทำให้การใช้มาตรการรุนแรงกับจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ทางด้าน อิมราน บายูมี ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิยุทธศาสตร์จาก Atlantic Council แสดงความเห็นกับ BBC ว่า เขา “มองไม่เห็นทางที่จีนจะยอมตามน้ำไปกับแรงกดดันนี้” เพราะประเทศเหล่านี้มีความแข็งแกร่งพอที่จะเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของตนเองกับรัฐบาลทรัมป์ได้
การขาด ‘ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์’
การเปลี่ยนสนามรบมาสู่ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ ถูกวิเคราะห์ว่า เป็นผลพวงจาก ‘ความล้มเหลว’ ของมาตรการทหาร มากกว่าจะเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่วางเป้าหมายไว้อย่างเป็นระบบ
อิมราน บายูมี ยังวิเคราะห์ว่า มาตรการนี้สะท้อนความหงุดหงิดใจของสหรัฐฯ และชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะเกือบจะติดหล่มในสงครามนี้แล้ว โดยเตือนว่ารัฐบาลทรัมป์ ยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไรในระยะยาว และหากปราศจากเป้าหมายสุดท้ายที่จับต้องได้ มาตรการนี้ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์จริงได้ในระยะยาว
ขณะที่ แดนนี ซิตรินอวิช อดีตหัวหน้าแผนกอิหร่านของข่าวกรองทหารอิสราเอล ตั้งข้อสงสัยถึงขีดความสามารถของสหรัฐฯ ในการรักษากำลังปิดล้อมทางทะเลระยะยาว พร้อมสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเหล่านี้ “ไม่มีทางบีบให้อิหร่านยอมจำนน หรือยอมเปลี่ยนแปลงจุดยืนพื้นฐานในการเจรจาของตนเองได้อย่างแน่นอน”
ท้ายที่สุดนี้ สมรภูมิ ‘Economic D-Day’ ที่เปลี่ยนจากการปะทะทางทหารมาสู่สงครามตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน จะสามารถบีบให้อิหร่านยอมกลับสู่โต๊ะเจรจาได้จริง หรือจะยิ่งเร่งให้เกิดโครงข่ายหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรที่ซับซ้อนกว่าเดิม เป็นสถานการณ์ระดับโลกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
แฟ้มภาพ: Hassen Mrad / Shutterstock
อ้างอิง:


