วันนี้ (3 เมษายน 2569) ดร.สมจินต์ ศรโพศาล กรรมการผู้จัดการสมาคม ตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประเมินผลกระทบสงครามอิหร่าน ต่อตลาดตราสารหนี้ไทย โดยมองว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบจากสงครามมีโอกาสที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้
เช่นเดียวกับอุปทานของพันธบัตรที่อาจปรับเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยผลกระทบจากสงคราม ทำให้เงินเฟ้อและราคาน้ำมันแพงขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดหาเงินทุน (Funding) นำมาใช้ในมาตรการอุดหนุน (Subsidize) ค่าครองชีพและราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตต่อไปได้
ตามกลไกตลาด เมื่อปริมาณพันธบัตรออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ราคาของพันธบัตร ก็จะถูกลง และกดดันให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เพื่อดึงดูดความสนใจนักลงทุน
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ อันดับความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในระดับใช้ได้ ส่วนใหญ่เป็น Investment grade แม้ว่าปี 2568 ที่ผ่านมาจะมีบางเจ้าที่ถูกปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเชิงลบ (Negative outlook) แต่เจ้าล่าสุดที่ระดมทุนอยู่ในระดับเสถียรภาพ (Neutral) ซึ่งสะท้อนว่าฐานะการคลังของไทยยังคงเป็นบวก
สอดคล้องกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และยังคงไหลเข้าต่อเนื่องในไตรมาส 1/2569 อีกประมาณ 19,589 ล้านบาท ทำให้สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทย 937,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปี 2568 ซึ่งหากมองในภาพใหญ่ นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น ในตลาดตราสารหนี้ไทยโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ไม่แน่นอน ปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็จะเห็นฟันด์โฟลว์เข้า-ออกอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยง จะเห็นได้จากเดือนมีนาคมตลาดตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วก็จะชะลอลง
หุ้นกู้ไตรมาส 2 จ่อยืดหนี้ หากสงครามยืดเยื้อ
ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่องตึงตัวลากยาวสะสมมานาน 2-3 ปีแล้ว
โดยบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า ผิดนัดชำระหนี้ถาวร เมื่อบริษัทเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่มาจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ทัน ก็จะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันและยืดอายุการชำระหนี้ออกไปก่อน เพื่อประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ดี มีโอกาสที่หุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจดี บริษัทผู้ออกหุ้นกู้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจจนมีกำไร ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้กลับมาสูงขึ้นตามไปด้วย
“ตอนนี้หลายๆ บริษัทพยายามประคับประคองสถานการณ์ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ ดังนั้นจำนวนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้อาจไม่เพิ่มขึ้น แต่การปรับโครงสร้างหนี้จะเพิ่มขึ้นแน่นอน”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า หลายบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ สุดท้ายสามารถกลับมาชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ได้จนครบสัญญา แม้ว่าอาจจะมีบางรายที่จ่ายไปได้สักระยะแล้วกลับมา สะดุดซ้ำอีกก็ตาม
ทั้งนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมด มูลค่า 880,000-900,000 ล้านบาทในปี 2569 เฉลี่ยไตรมาสละ 220,000 ล้านบาท ระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว
โดยอาจเห็นแนวโน้มการออกหุ้นกู้เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ อยู่ระหว่างเตรียมตัวออกหุ้นกู้ แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรผันผวนหนัก บริษัทต่างๆ จึงต้องชะลอการออกหุ้นกู้ออกไป เพื่อประเมินสถานการณ์ เช่นเดียวกับปี 2568 ที่ครึ่งปีแรกมีจำนวนการออกหุ้นกู้น้อยแค่ 20% แต่กลับมาพลิกฟื้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนหุ้นกู้ช่วงนี้นักลงทุนจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตโฟลิโอ เพื่อกระจายความเสี่ยง และต้องประเมินล่วงหน้าให้ชัดเจนว่า พอร์ตการลงทุนสามารถยอมรับผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด หากเกิดกรณีที่การคืนเงินลงทุนต้องถูกยืดระยะเวลาออกไป หรือมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นบางส่วน
ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2569 มีการออกหุ้นกู้มูลค่า 171,889 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม High yield ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรม ที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY PROPERTY และ FOOD and BEVERAGE
บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบต้นทุนหุ้นกู้แค่ไหน
ผู้ออกหุ้นกู้ทุกเรทติ้งมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยในไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ
ภาพ: Elnur / Shutterstock

