ในสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจ ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่ได้ข้อสรุป รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ทิศทางตลาดการเงินและค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง
ประเด็นสำคัญ
ล่าสุด วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB FM ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ประเมินทิศทางค่าเงินบาท ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง และแนวโน้มดอกเบี้ยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
ความสัมพันธ์ ‘บาท-น้ำมัน’ พุ่งแซงหน้าทองคำ
ปัจจุบันตัวแปรสำคัญ (Key Factor) ที่ขับเคลื่อนสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกคือประเด็นสงครามและราคาน้ำมัน โดยพบว่านับตั้งแต่เกิดสงครามในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 25% เป็น 78% ซึ่งแซงหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับทองคำที่เฉลี่ยอยู่ราว 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
นอกจากนี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) ก็มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 60-70% เช่นกัน เนื่องจากเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อและคาดการณ์ว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น และดึงดูดให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เปลี่ยนสถานะการลงทุนในดอลลาร์จากที่เคยถูกเทขายอย่างหนักให้กลับมาเป็นบวก (Bullish) อีกครั้ง
ประเมินกรอบเงินบาท 1-2 เดือนนี้ที่ 31.90-33 บาท
SCB FM ประเมินว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ ค่าเงินบาทจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ 31.90 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่า
- ทำไมเงินบาทจะไม่ทะลุขอบบนที่ 33.00 บาท โอกาสที่สงครามจะลุกลามจนราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 130-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นหายไปแล้ว แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด แต่ราคาน้ำมันดิบก็ไม่น่าจะพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ได้ เนื่องจากหลายประเทศมีการออกมาตรการประคองราคา เช่น กลุ่ม OECD นำน้ำมันสำรองพิเศษออกมาใช้ และซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนช่องทางการส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันแทน เมื่อราคาน้ำมันไม่พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ โอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าทะลุ 33.00 จึงมีน้อยลงตามไปด้วย
- ทำไมเงินบาทจึงยากที่จะแข็งค่าหลุด 31.90 บาท การที่เงินบาทจะแข็งค่ากลับไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 31 บาทกว่าๆ ได้นั้น ต้องอาศัยสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดปกติ และราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงไปแตะ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะแม้สงครามจะจบลง แต่อุปทานน้ำมันที่หายไปจะกลับมาได้เพียง 70-80% ในช่วง 2-3 เดือนแรกเท่านั้น ทำให้ราคาน้ำมันยากที่จะลงไปอยู่ในระดับต่ำเท่าช่วงก่อนเกิดสงคราม
ปัจจัยการคลังในประเทศกดดันเงินบาท
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทไม่สามารถกลับมาแข็งค่าได้ คือประเด็นความกังวลด้านการคลังของไทย แม้ในสัปดาห์ก่อนหน้าจะได้รับข่าวดีที่ Moody’s ปรับทิศทางอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยจาก Negative เป็น Stable แต่ค่าเงินบาทก็ไม่ได้ตอบสนองในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยต่างประเทศยังมีอิทธิพลมากกว่า ประกอบกับตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับแผนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลไทยในยามที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือไม่มากนัก ปัจจัยนี้ยังสะท้อนผ่าน Bond Yield ของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นแรงจนแซงหน้า Bond Yield สหรัฐฯ ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงด้วย
ฟันธง Fed คงดอกเบี้ย ชี้ ‘ไม่ใช่ปี 2022’
สำหรับการประชุมของธนาคารกลางในสัปดาห์นี้ SCB FM ประเมินว่า Fed จะมีมติ คงอัตราดอกเบี้ย วชิรวัฒน์ อธิบายว่า บริบทของปี 2026 ในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 อย่างสิ้นเชิง ในเวลานั้น เงินเฟ้อไทยพุ่งสูงกว่า 5% และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% ทำให้ กนง. ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่ในปัจจุบัน อุปสงค์ในประเทศยังคงอ่อนแอ ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของไทยยังคงติดลบอยู่ที่ -0.08%
ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินในปัจจุบันก็ตึงตัวกว่าในอดีต (ดอกเบี้ยนโยบายไทยปัจจุบันอยู่ที่ 1% และ Fed อยู่ที่ 3.75%) นอกจากนี้ แบงก์ชาติเองก็ประเมินว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นปัญหาจากฝั่งอุปทาน (Supply Side) ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกดดันอุปสงค์ จึงประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้
จับตากระแส Fund Flow ไหลกลับตลาดเกิดใหม่
หากธนาคารกลางทั้งสองส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ชัดเจน เช่น กนง. ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย หรือ Fed ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ก็จะช่วยลดทอนความกังวลของตลาดลงได้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่เคยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Bond Yield 10 ปีของไทยเคยขึ้นไปถึง 60 bps) ค่อยๆ ย่อตัวลง และเปิดโอกาสให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) เริ่มทยอยไหลกลับเข้ามาสนับสนุนทั้งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ได้ในระยะต่อไป

