เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้ออีกครั้ง
ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งในภาวะดังกล่าว ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม
สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้
อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดความขัดแย้งสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากแรงหนุนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปียังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป จากทั้งราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่จะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ส่วนภาคการผลิตและการส่งออกเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ น่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังในระยะต่อไป เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 70% มากขึ้น
ดังนั้น แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side Inflation) แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น กนง. จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบ (Wait-and-see) โดยการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ภายใต้ Policy Space ของทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เริ่มมีจำกัดมากขึ้น
ในมุมของตลาดตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก ทั้งจากความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อและเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น จนทำให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Bear Steepening) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นมาแล้วนั้น สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Bond Yield เริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าปรับขึ้น
ภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversification) และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะมีความซับซ้อนและผันผวนมากยิ่งขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้หลังจากนี้อาจไม่ใช่ภาพของการได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยเหมือนในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องเน้นบริหาร Duration ของพอร์ตการลงทุน และคัดเลือกคุณภาพเครดิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
ภาพ: La Terase / Shutterstock

