FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบยุคด้วยกรรมการฯ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% พร้อมเผยวางแผนนั่งตำแหน่งกรรมการ (Board of Governors) ต่อจนกว่าการสอบสวนปมปรับปรุงอาคารจะแล้วเสร็จ พร้อมยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ
ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 29 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% โดยมีเจ้าหน้าที่ถึง 4 คนลงคะแนนคัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ โดยในจำนวนนี้ 3 คนไม่เห็นด้วยกับถ้อยแถลงหลังการประชุมที่บ่งชี้ว่าธนาคารกลางอาจกลับมาลดดอกเบี้ยในอนาคต เผยให้เห็นความเห็นที่แตกแยกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน Fed ของเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) กล่าวว่า ตนตั้งใจจะยังคงอยู่ในธนาคารกลางในฐานะสมาชิกคณะผู้ว่าการ (Board of Governors) ต่อไปพร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ยืนยันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะไม่รื้อฟื้นการสอบสวนทางอาญาที่เป็นประเด็นถกเถียง เว้นแต่ผู้ตรวจสอบภายในของ Fed จะแนะนำให้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ยอมรับว่า อัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ายังมีโอกาสที่จะเปิดการสอบสวนอีกครั้งหากมีเหตุผลเพียงพอ
ก่อนหน้านี้ มีหลายฝ่ายกังวลว่า การตัดสินใจของ Powell ที่จะยังคงอยู่ในตำแหน่งจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งว่างใหม่ใน Fed ได้ และอาจทำให้การทำงานของ Kevin Warsh ซึ่งคาดว่าจะเข้ามารับตำแหน่งประธาน Fed คนถัดไปหลังผ่านการรับรองจากวุฒิสภา มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว ประธาน Fed มักลาออกจากธนาคารกลางทั้งหมดเมื่อหมดวาระ แต่ Powell ซึ่งจะสิ้นสุดวาระประธานในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ยังสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปได้จนถึงเดือนมกราคม 2028
อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ย้ำว่า ตนจะไม่พยายามมีอิทธิพลเหนือผู้สืบทอดคนต่อไป โดยระบุว่า “ผมตั้งใจจะวางตัวเงียบในฐานะกรรมการ และ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียวอย่างที่เคยเสมอ และเมื่อ Kevin Warsh ได้รับการรับรองและสาบานตน ก็คือประธานคนนั้น”
สรุปผลงาน ‘ เจอโรม พาวเวลล์’ ผ่านร้อนหนาวแค่ไหน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า การประชุมครั้งสุดท้ายของท่านประธาน Fed ในวันอังคาร-พุธนี้ จะเป็นการประชุมและแถลงข่าวครั้งสุดท้ายของ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ที่รับตำแหน่งมาตั้งแต่ กุมภาพันธุ์ 2018 ซึ่งนำพาเศรษฐกิจสหรัฐและโลกผ่านวิกฤตสำคัญ ทั้งโควิด-19 สงครามยูเครน- รัสเซีย สงครามเงินเฟ้อพุ่ง ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัด
พาวเวลล์ยังผ่านความปั่นป่วนของตลาดทุน จากความไม่แน่นอนของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยแบบเอาแน่ไม่ได้ ที่ทำให้ Nasdaq ลด 33% ใน 1 ปี มากสุดเป็นประวัติการณ์ การสกัดกั้นคริปโต จากที่เฟื่องฟู เหรียญต่างๆ ก็หายไปมาก ดูแลวิกฤตแบงก์เล็กล้มในสหรัฐ งัดข้อกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ สู้ศึกภายใน จนกระทั่งล่าสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
กระนั้นพาวเวลล์ยัง “สามารถนำพาเศรษฐกิจสหรัฐให้โตได้เฉลี่ย 2.6% โดยจะมีก็ปีเดียวที่เศรษฐกิจติดลบ -2.1% ก็ช่วง 2020 ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 3.6-3.8% โดยปีที่แย่หน่อยก็คงเป็น 2022 ที่ 8% และ 2021 ที่ 4.7%ถือว่ารับได้อย่างยิ่งในการทำงานประสบความสำเร็จในการสู้ศึกเงินเฟ้อ โดยไม่ทำให้เกิด Recession
รวมไปถึงพยายามรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ภายใต้การกดดันของประธานาธิบดี ผ่านมาได้เกือบปีครึ่ง โดยที่ไม่โอนอ่อนตาม ที่เป็นจุดต่างจากประธาน Fed คนอื่นๆ ที่ปกติแล้วจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปไหน ก็ได้แต่การนับถือ ยอมให้
แต่ “ครั้งนี้ คงเป็นครั้งเดียว ที่ประธาน Fed โดนค่อนแคะตลอด Mr. Too Late ช้าเสมอ รวมถึงคำปรามาสอื่นๆ จากท่านประธานาธิบดี แต่ก็ยืนหยัด ไม่ตอบโต้ พูดเสมอ Fed ไม่ให้คอมเมนต์เรื่องการเมือง เราจะทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด เงินเฟ้อที่ต่ำ คือจุดเริ่มต้นของ เศรษฐกิจที่โตได้แบบยั่งยืน”
“โดยรวม คงต้องบอกว่า ผ่านอย่างดียิ่งมาดูกันว่า ท่านประธาน Fed คนถัดไปจะเป็นอย่างไร และหลังจากนี้ ท่าน Powell จะต้องเจออะไรต่อไป” ดร.กอบศักดิ์กล่าวทิ้งทายเมื่อวันที่ 29 เมษายน
บาทอ่อนค่า ดอลลาร์แข็ง ทองคำทรงตัว บอนด์สหรัฐฯ 10 ปีขึ้น
วันนี้ (30 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลง’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.64-32.83 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวสูงขึ้น และทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่แม้ว่า FED จะมีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด (Stephen Miran โหวตสนับสนุนการลดดอกเบี้ย 0.25%) แต่มีกรรมการ 3 ท่าน (Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan) แม้จะเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการคงถ้อยความสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น (Easing Bias)
ในถ้อยแถลงของการประชุม FOMC ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ผลการประชุม FOMC ครั้งนี้มีลักษณะ Hawkish Hold สะท้อนจากการปรับมุมมองใหม่ของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้
ทั้งนี้ จังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.43% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการประชุม FOMC ของ FED ที่มีลักษณะ Hawkish Hold จากมุมมองของกรรมการ 3 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Easing Bias) ในแถลงการณ์ประชุม FOMC ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาส 10% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้
ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ดี Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
สำหรับเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และท่าทีของ FED ที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาด หรือแม้กระทั่งอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่กว้างขึ้นยังได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นได้เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-99.1 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาธนาคารกลางอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,500-4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) Krungthai GLOBAL MARKETS คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวกอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อย่างน้อยเงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่ Krungthai GLOBAL MARKETS คงประเมินว่า เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ไม่ยาก ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเริ่มชะลอลงบ้าง โดยหากประเมินจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจถูกจำกัดลงได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) ทำให้ถ้อยแถลงของฝั่งทางการญี่ปุ่นจะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดคอยติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้
ขณะเดียวกัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่มีปัจจัยเสริมจากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในช่วงนี้ อาจพอช่วยพยุงราคาทองคำบ้าง แม้ราคาทองคำจะยังคงถูกกดดันจากประเด็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากการปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลง จะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน
ส่วนในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง
แต่ Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม ‘อ่อนค่าลง’ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

