×

รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน

05.05.2026
  • LOADING...
ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน

วันนี้ (วันที่ 5 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติ ‘ร่างพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….’ (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท บทความฉบับนี้จะพาไปวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนแค่ไหน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ทำไมต้องรัฐบาลต้องกู้เงิน?

 

1. ไทยเจอวิกฤต 3 ระลอก: โดยแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังระบุว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังกับคลื่นความเสี่ยง 3 ระลอก ได้แก่

  • ระลอกแรก: ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ระลอกสอง: ต้นทุนการผลิตสินค้าและอาหารขยับตัวสูงตามค่าพลังงาน
  • ระลอกสาม: รายได้และกำลังซื้อของประชาชนจ่อลดลงตาม ทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ‘ชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ’ (Stagflation)

2. วิกฤตครั้งนี้มีลักษณะ ‘เร่งด่วน’ แต่รัฐบาลไม่มีเงิน

  • รัฐบาลย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่สามารถรองบประมาณปี 2570 ในอีก 5 เดือนได้ (งบประมาณปี 2570 เริ่มในตุลาคม)
  • ขณะที่งบประมาณประจำปี 2569 ก็ถูกจัดสรรเต็มแล้ว โดยกรอบการกู้ชดเชยขาดดุลเกือบเต็มเพดานตามกฎหมายเช่นกัน
  • นอกจากนี้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้พยายามบริหารงบประมาณที่มีแล้ว (ผ่านการโอนงบ/พ.ร.บ.โอนฯ) แต่ยังไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับงบกลาง ฉุกเฉินฯ ที่ไม่เพียงพอ

 

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง

 

โดยในแถลงการณ์จากกระทรวงการคลังได้ยืนยันว่า การออกร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากเป็น “กรณีฉุกเฉิน ที่มีความจําเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

 

รัฐบาลวางแผนเอาเงินกู้ไปทำอะไรบ้าง?

 

สำหรับวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้

 

แผนงานที่ 1: ช่วยเหลือและบรรเทา วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

  • บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเกษตรกร
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

แผนงานที่ 2 : ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

  • ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
  • ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า
  • การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสําหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

 

ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน 1

 

เปิด ‘ไทม์ไลน์’ เงินกู้รอบนี้จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเมื่อไหร่?

 

  • วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) – ครม.อนุมัติ ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พร้อมส่งร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมาย
  • 7 พฤษภาคม 2569 – สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อพิจารณาบรรจุวงเงินกู้ที่จำเป็นเหมาะสมตาม พ.ร.ก.
  • 12 พฤษภาคม 2569 – กระทรวงการคลังบรรจุแผนการก่อหนี้ที่ได้รับการพิจารณาแล้ว เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
  • 14 พฤษภาคม 2569 – นำ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เข้าชี้แจงในการประชุมสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสภาวาระแรก
  • ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม หลัง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองนโยบายการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ
  • 19 พฤษภาคม 2569 (หรือภายใน 26 พฤษภาคมเป็นอย่างช้า) – หลังจากผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้แล้ว ครม. จะพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆ เช่น โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
  • 1 มิถุนายน 2569 – สบน. เริ่มกู้เงินระยะสั้น โดยจะเป็นการทยอยกู้เงินในประเทศ ตามความจำเป็นของโครงการที่ ครม. อนุมัติ ไม่ได้เป็นการกู้เงินมากองทิ้งไว้
  • สำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ (ซึ่งเป็นการรวมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เข้ากับ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า มีความตั้งใจจะเริ่มให้ทันภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

 

เปิดแผน ‘บริหารจัดการ’ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

 

สำหรับแผนการบริหารจัดการเงินกู้ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า แหล่งเงินกู้จะมาจากการกู้เงิน ‘ในประเทศ’ เป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการกู้ยืมในประเทศยังต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปียังอยู่ที่ระดับกว่า 2% นอกจากนี้ไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบค่อนข้างมาก

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลจะยึดแนวทาง ‘ทยอยกู้’ ตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละโครงการ โดยในช่วงแรกจะเน้นการกู้ระยะสั้นไปก่อน จะไม่มีการกู้เงินทั้งก้อนมากองทิ้งไว้ โดยจะดำเนินการผ่าน คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน พิจารณาความเหมาะสมของโครงการต่างๆ ที่แต่ละกระทรวงเสนอเข้ามา ว่าตรงตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาผ่านแล้ว จึงจะส่งให้ ครม. อนุมัติ จากนั้น สบน. จึงจะเริ่มกู้เงินเพื่อนำมาสนับสนุนโครงการนั้นๆ

 

รัฐบาลคาด พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทคาดกระตุ้น GDP ได้ 0.8%

 

โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากพ.ร.ก.เงินกู้ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาท (ซึ่งคิดเป็น 2.1% ของ GDP) จะช่วยให้ GDP เติบโตเพิ่มอีก 0.8% ตลอดทั้งโครงการ จากฐานเศรษฐกิจเดิม โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจะต้องมีการใช้จ่ายเงินกู้จนครบเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท และอาจจะไม่ได้มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินหมดภายในปีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า การผลักดันตัวเลข GDP ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินครั้งนี้ แต่เป็นการนำเงินไปบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มเปราะบางที่เผชิญวิกฤตพลังงาน และนำไปลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) ให้พึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้นในระยะยาว

 

ประเมิน พ.ร.ก.กู้เงินฯ มีความคุ้มค่าแค่ไหน?

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า หากประเมินความคุ้มค่าของการกู้เงินในมุมว่าเงิน 1 บาทสร้าง GDP ได้เท่าไหร่นั้นอาจตอบได้ยากว่าคุ้มค่าที่สุดหรือไม่ แต่หากมองในมิติว่า พ.ร.บ.เงินกู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ก็อาจจะมีความคุ้มค่า เพราะ หากปล่อยให้เศรษฐกิจแย่ลงไป ต้นทุนในการใช้เงินเพื่อฟื้นฟูในอนาคตจะสูงกว่าการกู้มาดูแลในตอนนี้มาก

 

ตามการประเมินของ KResearch มองว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งคาดว่า จะใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับส่วนที่ประชาชนออกเอง 40% ก็คาดว่า เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าโครงการดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2- 0.3% (ซึ่งยังไม่รวมกับผลจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และงบลงทุนอีก 2 แสนล้านบาท)

 

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจจากงบการลงทุน 2 แสนล้านบาท ณัฐพรกล่าวว่า ต้องรอดูว่า รัฐบาลจะแบ่งระยะ (เฟส) การลงทุนลงไปปีนี้หรือเหลือไว้ปีถัดไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การนำเม็ดเงินไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐานจะมีตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) มากกว่า 1 เท่า ซึ่งหมายความว่าเงินทุกๆ 1 บาทที่อัดฉีดเข้าไป จะช่วยหมุนเวียนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้มากกว่า 1 บาท สูงกว่าเงินโอนที่ให้ผลไม่ถึง 1 เท่า

 

รัฐบาล ‘มองบวก’ คาดหนี้สาธารณะยังอยู่ ‘ใต้เพดาน’

 

ดร.เอกนิติ ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังไม่เกินเพดานที่ 70% ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจากการประมาณการล่าสุดพบว่า สัดส่วนหนี้จะขยับขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 69% ในช่วงปี 2571 หลังจากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลง

 

“หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ ล่าสุด ณ วันนี้ ยังไม่เกิน 70% รวมแผนกู้ในปี 2570 แล้วด้วย โดยจะขึ้นไปสูงสุดประมาณ 69% ในปี 2571 แล้วจะค่อยๆ ลง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สำหรับวงเงินกู้ที่ตัดสินใจปรับลดลงเหลือ 400,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้กรอบ 500,000 ล้านบาทนั้น ดร.เอกนิติเผยว่าเป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้กรอบความยั่งยืนและวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐบาลต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนด

 

“ทุกคนเคยได้ยิน 500,000 ล้าน ตัวเลขวันนี้เราลดมา 400,000 ล้าน ถามว่าทำไม เพราะว่าเราเอามาดูกรอบความยั่งยืนทางการคลัง วินัยทางการคลัง หนี้สาธารณะต่อ GDP” ดร.เอกนิติกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวของรัฐบาลนับว่ามองแง่ดีมากกว่า KResearch ซึ่งคาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยจะชนเพดานภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งยังไม่ได้รวมพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทรอบนี้เข้าไป

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า ประมาณหนี้สาธารณะต่อ GDP ของ KResearch นี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า GDP ไทยจะเติบโตไม่ถึง 2% ต่อปี และโครงสร้างภาษียังเป็นแบบเดิม ดังนั้น หากรวมพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้เข้าไปก็อาจยิ่งทำให้หนี้สาธารณะชนเพดานเร็วขึ้น

 

กู้เงินรอบนี้ส่ง ‘ผลดี-ผลเสีย’ ต่อประชาชน-ภาคธุรกิจอย่างไร?

 

ณัฐพร ยังอธิบายถึงผลดีและผลเสียจาก พ.ร.บ.กู้เงินรอบนี้ว่า ผลดีต่อประชาชนคือ เงินกู้รอบนี้อาจช่วยประคองภาคธุรกิจไว้ได้ รักษาการจ้างงาน และช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลระบุในแถลงการณ์

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลเสียจากการกู้เงินคือ ในระยะยาวอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวขยับ ‘สูงขึ้น’ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบมาถึงประชาชนในท้ายที่สุด นอกจากนี้ หนี้ที่เพิ่มขึ้นจะตามมาด้วยความเสี่ยงด้านการคลัง ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าได้

 

โดยปัจจุบัน กสิกรไทยประเมินว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 2.3% น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.5% ในช่วงปลายปี

 

‘ตลาดเงิน-ตลาดทุน’ ตอบรับกับข่าวการกู้เงินอย่างไร?

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า ผลกระทบจากพ.ร.บ.กู้เงินต่อตลาดเงินและตลาดทุน ‘มีอยู่อย่างจำกัด’ ปนไปกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากตลาดได้รับรู้ข่าวนี้มาตั้งแต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า ที่มีกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้ สาธารณะจาก 70% เป็น 75% แล้ว

 

สงวนกล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลกู้เงินจะทำให้มีอุปทานพันธบัตรในตลาดมากขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนให้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วตามลำดับ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield)​ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นกว่าพันธบัตรระยะสั้น โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ผลตอบแทนปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ 2.3% สะท้อนความกังวลของนักลงทุน ที่คาดว่ารัฐบาลจะกู้เงินผ่านการจำหน่ายพันธบัตรระยะยาว

 

ในระยะข้างหน้า สงวนคาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะปรับตัวขึ้นไม่เกินจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ระดับ 2.3% เนื่องจากผลตอบแทนปรับสูงขึ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งช่วงนั้นไทยต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระดับ 8% สะท้อนว่า Bond Yield ปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อล่วงหน้าไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3/2569 เมื่อผลกระทบจากสงครามอิหร่านเบาบางลง คาดว่า เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นไม่เกิน 3% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ กนง.ไม่มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้น ส่งผลให้ระดับความชันของ Yield Curve ที่ระดับ 2.3% ถือว่าชันมากแล้ว ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) คาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับสูงขึ้นไม่เกิน 2.5%

 

ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเลือกที่จะเก็บสภาพคล่องเตรียมความพร้อม เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับการกู้เงินของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจริงในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะช่วยดูดซับแรงกดดันจากอุปทานพันธบัตรใหม่ที่เพิ่มเข้ามาได้

 

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น คาดว่า พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ในระยะสั้นจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากเม็ดเงินจากการกู้ยืมของรัฐบาล จะถูกนำมาใช้พยุงเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยประคองผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุปโภคบริโภค

 

ในทางกลับกันหากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นอาจจะเผชิญกับสถานการณ์ที่แย่กว่านี้

 

ส่วนผลกระทบทางอ้อม อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนและบริษัทต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะกดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ถือเป็นต้นทุนอ้างอิง (Benchmark) ของระบบเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินสูงมากเป็นพิเศษ จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่บริษัทที่มีการกู้เงินน้อยหรือมีหนี้สินไม่มาก จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories