×

สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้

13.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) รอบใหม่ หลังสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรอบนี้กลับเกิดขึ้นช่วงที่ ‘ฐานะการคลังไทยเปราะบาง’ มากกว่าที่เคย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP (ณ สิ้นมกราคม 2569) ไม่ไกลเพดานปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 70% ของ GDP สะท้อนว่า กระสุนหรือพื้นที่ทางการคลัง (Room) ของไทยที่เหลือให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมันต้อง ‘เผาเงิน’ เฉลี่ย 700-1,200 ล้านบาทต่อวัน

 

ไทยมีมาตรการ ‘อุดหนุน’ ดีเซลอย่างไรในสงครามรอบนี้

 

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (29.94 บาทต่อลิตร) ระหว่างวันที่ 3-17 มีนาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 15 วัน

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 0.74 บาทต่อลิตรในช่วงก่อนเกิดการโจมตี (27 กุมภาพันธ์)

 

หมายความว่า หากภาครัฐไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนให้ราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพราะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบขนส่งและภาคธุรกิจ อาจปรับขึ้นไปอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ที่เป็นราคาจริง

 

เงินไหลออกกองทุนต่อเนื่อง! บางช่วงสูงถึงวันละ 1,200 ล้านบาท

 

การอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลงต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ในช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เท่ากับใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท ส่วนการอุดหนุนดีเซลที่ระดับ 16.97 บาทต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า “ภาพรวมในขณะนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการแบกรับภาระชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน”

 

 

กระทรวงพลังงานย้ำยังหาแหล่งเงินกู้-ส่งสัญญาณทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซล

 

ขณะที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน​ กล่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่ไปด้วย

 

“ตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน วันนี้ (10 มีนาคม) ได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา​ ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้วการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลัง​ค้ำเงินกู้ ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว”

 

อรรถพลยังย้ำว่า การตรึงราคาในขณะนี้ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่า ในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว

 

วิเคราะห์ รัฐบาลปัจจุบัน ‘กู้เงิน’ อุดหนุนราคาน้ำมันได้หรือไม่

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการค้ำประกันหนี้ก้อนใหม่ได้ทันที เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการก่อน

 

ส่วนหนี้ก้อนเดิมของกองทุนน้ำมันที่กระทรวงการคลังเคยค้ำประกันไว้ ปัจจุบันมียอดเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ระยะเวลาของสัญญาค้ำประกันนั้นได้หมดอายุลงแล้ว

 

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า แม้จะไม่มีการค้ำประกันใหม่จากกระทรวงการคลัง แต่ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังมีกรอบวงเงินที่สามารถบริหารจัดการกู้เองได้บ้าง โดยก่อนหน้านี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีกรอบวงเงินกู้ดังกล่าวของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

สอดคล้องกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน “ตามกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันยังไม่น่าทำได้ เพราะติดข้อจำกัดห้ามสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป”

 

ขณะที่ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า หากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีอำนาจเต็มต้องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ก็น่าจะมีช่องทางกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่อนุญาตให้ออก พ.ร.ก. ค้ำประกันการกู้เงินได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น หรือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยต้องผ่าน กกต. ก่อนจะนำเสนอให้สภา เพื่อพิจารณาในการเปิดประชุมสภาครั้งถัดไป

 

“แม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะเขียนไว้ว่า รัฐบาลรักษาการไม่ควรจะอนุมัติงานหรือโครงการใดที่จะมีผลสร้างข้อผูกพันให้กับครม.ชุดต่อไป แต่ว่ายังมีข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 172 ที่บอกว่า รัฐบาลรักษาการสามารถเสนอออกพระราชกำหนดได้ ถ้าหากว่า มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำเพื่อความมั่นคงประเทศ”

 

เช็กไทยมีกระสุน (พื้นที่) การคลังเหลือพอ รับมือวิกฤตน้ำมันหรือไม่

 

ดร.ฐิติมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระสุนทางการคลังไทย ‘ต่ำกว่า’ ช่วงที่ออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งที่ผ่านมา

 

โดยอธิบายว่า เมื่อดูจากระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมกราคม) ซึ่งอยู่ที่ 66% ของ GDP สะท้อนว่า ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลังราว 3-4% เท่านั้นหรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมาชี้ว่า พื้นที่ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาทนั้น คือขนาดของการขาดดุลทั้งปีงบประมาณ ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้อยู่

 

ดร.ฐิติมายังชี้ว่า ถ้าหากว่าดูในอดีต ไทยเคยออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

“ในตอนนั้นเพดานก็ไม่ได้สูงมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ใช้มาหลักแสนกว่าล้านจริงๆ จนทำให้หนี้สาธารณะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่า พื้นที่ (Room) ที่จะเข้าไปตรึงราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่ 1.5 แสนล้านบาท”

 

ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ราว 3% – 4% “เป็นช่องว่างที่ไม่มีอยู่จริง” เนื่องจากกระทรวงการคลังได้วางแผนใช้เงินในอนาคตไว้ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่การคลังในปัจจุบันถือว่าแทบจะเต็มแล้ว

 

“หนี้สาธารณะไม่เหมือนกับการกู้เงินธนาคาร ไม่ใช่ว่าเรามีเครดิตเหลืออยู่ 3% – 4% แล้วจะกู้ได้เลย การที่รัฐจะใช้งบประมาณ มันจำเป็นต้องมีโครงการ ต้องมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนการคลังไว้ก่อนแล้ว ล่วงหน้า 5 ปี ช่องว่างการคลังในปัจจุบันจึงแทบจะเต็มแล้ว” ดร.นณริฏ

 

ประเมินขีดความสามารถของกองทุนน้ำมัน TDRI มองเต็มที่อุ้มได้แค่ 3 เดือน

 

ดร.ฐิติมาย้ำว่า ขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรอบนี้อาจช่วยยื้อเวลาได้แค่หลักไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น การช่วยอุดหนุนพลังงานในรูปแบบนี้จึงถือว่าไม่ยั่งยืนเพราะกระสุนทางการคลังมีจำกัด ขณะที่ตามสถิติแล้ว ในอดีตวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่ละครั้งจะยืดเยื้อ 5-6 เดือนขึ้นไป

 

“ถ้าคำนวณดู สมมุติถ้ายึดเพดานเดิม ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจจะอุดหนุนได้หลักเดือน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี เพราะข้อมูลในอดีต วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จะอยู่นาน 5-6 เดือนขึ้นไป”

 

ดร.นณริฏ ยังกังวลหากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน หวั่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประคองราคาต่อไม่ไหว แนะปล่อยตามกลไกตลาดแทนการกู้

 

“สุดท้าย ถ้ากองทุนติดลบนานมาก ประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะรัฐไม่มีเงินช่วย

 

ถ้าราคาสูงนานก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมมองว่าเบื้องต้นรัฐช่วยได้เต็มที่ได้ 3 เดือน” ดร.นณริฏ กล่าว

 

 

จับตา หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำคาด

 

ดร.ฐิติมา เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุในตะวันออกกลาง และก่อนจะมีมาตรการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ SCB EIC ก็คาดไว้แล้วว่า หนี้สาธารณะไทยจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายใน 1-2 ปี หรือภายในปี 2570 ผ่านการพิจารณาจากความจำเป็นที่รัฐบาลกู้ขาดดุลปีประมาณ 3-4% ของ GDP

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า หากเศรษฐกิจถูกกระทบแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะแตะเพดานเร็วขึ้น

 

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนว่า อีกไม่นาน รัฐบาลก็จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ฐิติมาจึงแนะว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสื่อสาร’ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เข้าใจว่า การปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้จะขึ้นแค่ ‘ชั่วคราว’ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลัง เพื่อไม่ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตของประเทศ

 

“รัฐบาลควรสื่อสารว่าจะ ขยับเพดานหนี้สาธารณะแค่ชั่วคราว เราจะไม่ทำเหมือนตอนโควิดที่ขยายเพดานจาก 60% ไปเป็น 70% ตอนนั้นเราไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า เราจะรีบกลับไปเพดานเดิมที่ 60% เลยกลายเป็นว่า โควิดจบไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้เงินเยอะอยู่ดี ทำให้ไทยดูไม่มีวินัย”

 

ดังนั้น ถ้าเราจะขยับเพดานหนี้สาธารณะอีกรอบหนึ่ง เราจะต้องรักษาสัญญาว่าเราจะทำให้เพดานกลับมาภายในระยะ 3 ปี – 5 ปี เราต้องสื่อสารว่า เราไม่ได้จะปล่อยให้เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังเน้นย้ำว่า นอกจากการสื่อสารแล้ว ไทยยังควรปฏิรูปการคลัง เช่น ก้าวไปสู่ระบบดิจิตอล พยายามตรวจเช็กการรั่วไหลของเงิน ลดการใช้จ่ายทำให้คุ้มค่าขึ้น ลดการคอร์รัปชัน ลดการทำนโยบายกึ่งการคลังและนโยบายอุดหนุนต่างๆ ควบคู่กันไป

 

เปิดข้อเสนอแนะสร้างความสมดุลระหว่าง ‘การลดค่าครองชีพประชาชน’ vs. ‘รักษาฐานะการคลัง’

 

ดร.ฐิติมาแนะว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดค่าครองชีพประชาชนและรักษาฐานะการคลัง ในระยะสั้น รัฐบาลควรเลิกการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เช่น ตรึงราคาดีเซลให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน โดยควรเปลี่ยนมาอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เช่น ช่วยเหลือค่าขนส่งสาธารณะ หรือให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางสูงที่สุด

 

ส่วนระยะยาว รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์

 

นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างพลังงาน เผยเงินไหลออกสูง เหตุไทยอิง ‘ค่าการกลั่น’ สิงคโปร์

 

ด้านศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามมาตรการของกระทรวงพลังงาน มองว่าเป็นทิศทางที่ “เหมาะสม” โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกและลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาอีกด้านคือ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยที่ ‘อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น’ ในสิงคโปร์เป็นหลัก และรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลก ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการพุ่งสูง ‘ค่าการกลั่น’ จึงปรับเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และกลายเป็น ‘ต้นทุนแฝง ในราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับ

 

ดังนั้น ภายหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ประเทศไทยควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ เช่น การทบทวนสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง โดยอาจใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ อาจกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะผิดปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา เช่น การเตรียมแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก การเพิ่มการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว รวมถึงการกำหนดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน

 

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.พรายพลย้ำว่า “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะประเทศยังมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอในระยะหนึ่ง และยังมีเวลาสำหรับการบริหารจัดการ”

 

หากเกิดความตื่นตระหนกจนมีการกักตุนพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนให้รุนแรงขึ้น ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories