อนุทินสั่งปัดฝุ่น ‘แลนด์บริดจ์’ ขุมทรัพย์ล้านล้านบาท
“แลนด์บริดจ์” อภิมหาโปรเจกต์ล้านล้านบาท บนหมุดหมายฮับท่าเรือน้ำลึกภาคใต้ คือความฝันเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านหลายรัฐบาล นานนับทศวรรษ หากแต่ยังไม่เคยก้าวข้ามเส้นจาก ‘แนวคิด’ สู่ ‘ความจริง’ ได้อย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญ
กระทั่งในช่วงหลัง รัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน ได้หยิบโครงการนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายเรือธงอีกครั้ง พร้อมเดินหน้าเชิงรุก ผ่านการโรดโชว์บนเวทีโลก หวังจุดประกายความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ให้ “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่เพียงภาพฝันในเอกสาร แต่กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับนั้น ทุกรัฐบาลย้ำมาโดยตลอดว่า สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวที่มากกว่าการผลักดันไทยเป็นฮับโลจิสติกส์ในภูมิภาค กระทั่งมาถึง รัฐบาลอนุทิน 2 ที่ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ให้ไปศึกษา เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมมอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว
รวมถึง การไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
แต่ขณะเดียวกัน ล่าสุด ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน สังคม บรรดานักธุรกิจ และนักลงทุน
โดยวานที่ผ่านมา มีการยื่นญัตติด่วน ขอรัฐสภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลเร่งผลักดันทั้งที่ไม่เคยระบุในนโยบาย อาจไม่คุ้มค่า พร้อมเสนอทางเลือกลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ใช้งบน้อยกว่า

‘วราวุธ’ ชี้บริบทภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน แลนด์บริดจ์ ‘ต้องศึกษารอบคอบ’
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า ยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการในคณะรัฐมนตรี (ครม.)
“แต่ส่วนตัวมองว่าหัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและระนองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ”
เนื่องจากพื้นที่แห่งนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่าน ‘ช่องแคบมะละกา’
อย่างไรก็ตาม “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย” วราวุธ ย้ำ
“ในฐานะที่ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงทราบดีว่าผมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากแค่ไหน”
นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมฯ ในบริเวณนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุล
”เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่”
กนอ. มีระบบแต้มต่อระบบคาร์บอนเครดิต จากเวิลด์แบงก์ (World Bank)
วราวุธ ระบุว่า ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การลดภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ต้องการขับเคลื่อนกฎหมาย Low Carbon ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Global Value Chain ซึ่งการที่กนอ. มีระบบคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) จะเป็นแต้มต่อที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก

วราวุธ กล่าวว่าได้มอบโจทย์สำคัญให้กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าจะต้องยกระดับมาตรฐานโรงงานในนิคมฯ ให้เป็นต้นแบบแก่โรงงานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของเสีย น้ำเสีย หรือมลพิษทางอากาศ กนอ. ต้องทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในนิคมฯ
- ท่านจะได้รับการบริการที่ดี และ 2. ท่านจะมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากลที่นำไปอวดชาวโลกได้ว่า โรงงานของท่านอยู่ในระบบนิเวศที่ไม่ก่อปัญหากับชุมชน
นอกจากนี้ การที่โรงงานมาอยู่รวมกันในนิคมฯ แทนที่จะกระจายตัวอยู่ด้านนอก จะช่วยให้ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องโลจิสติกส์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบ
ยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ กนอ. กล่าวเสริมว่า กนอ. พร้อมรับนโยบาย ONE MIND มาถ่ายทอดสู่แผนปฏิบัติ เอื้อต่อการลงทุนยุคใหม่ตามมาตรฐาน OECD และสานต่องานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งในพื้นที่ EEC และการพัฒนา Smart Port มาบตาพุด
สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ระบุว่า กนอ. จะเร่งขับเคลื่อนแผนงาน 5 Quick Win เปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) โดยนำเทคโนโลยีคลาวด์อัจฉริยะมาใช้บริหารจัดการข้อมูลและบริการแบบ One Stop Service

