หนังสือพิมพ์รายวันที่อยู่คู่แผงมายาวนานอย่าง ‘ไทยรัฐ’ และ ‘เดลินิวส์’ ประกาศปรับราคาจำหน่ายปลีกจากฉบับละ 10 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 15 บาท มีผลตั้งแต่วันนี้ (1 พฤษภาคม 2569) เป็นต้นไป
การปรับราคาขึ้นในรอบ 19 ปีครั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผู้บริโภคหันไปรับข้อมูลข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้จัดจำหน่ายระดับภูมิภาคไปจนถึงแผงหนังสือรายย่อย
ในช่วงก่อตั้ง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์วางแผงขายในราคาฉบับละ 1 บาท การปรับขึ้นราคาเป็น 1.50 บาท ครั้งแรกมีขึ้นเมื่อปี 2516 ในยุครัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลาง (OPEC) และมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับตามวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานแต่ละยุค
จากนั้นช่วงปี 2530-2539 ราคาหนังสือพิมพ์ขยับขึ้นอีกครั้งเป็นฉบับละ 5 บาทโดยเฉลี่ย สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่ ธุรกิจสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ยอดขายสูง และเนื้อหาในหนังสือพิมพ์เองก็หนาขึ้นอย่างมาก
กระทั่งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ต้นทุนกระดาษนำเข้าพุ่ง เป็นผลให้ราคาปรับขึ้นเป็น 8 บาท
ก่อนที่ราคาฉบับละ 10 บาท ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แตะระดับ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม ต้นทุนของหมึกพิมพ์และแม่พิมพ์ที่มีส่วนประกอบของปิโตรเคมี จึงสูงขึ้นตามไป
ราคานี้ยืนระยะมาต่อเนื่องยาวนานที่สุด จนถึงปัจจุบันที่มีการประกาศปรับราคาขึ้นอีกครั้งในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่าน และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่สื่อสิ่งพิมพ์ต้องเผชิญโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง



