×

ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’

01.05.2026
  • LOADING...
มือถือบิลค่าไฟ แสดงตัวเลขและบาร์โค้ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระเงินและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงาน

 

 
 

รัฐบาลปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟบ้าน เดินหน้าหนุนประชาชน ตั้ง Solar Rooftop

 

โดยเห็นชอบอัตรา ‘ค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า’ (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ได้มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569

 

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ประกอบด้วย

 

การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing

 

เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

 

รวมถึงมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 และให้กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

 

TDRI มองรัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัด เตือนอย่า ‘หว่านแห’

 

ต่อกรณีดังกล่าว อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นว่า

 

กลุ่มที่ได้ประโยชน์: มาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%)

 

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท

 

อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่า ‘การหว่านแห’ โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง

 

สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน

 

SME ไทยกำลังอยู่ในภาวะ ‘แรงบีบสองด้าน’ Double Squeeze

 

อารีพร กล่าวต่อไปอีกว่า ความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นนั้น การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะ สร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี

 

ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควร ‘เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา’ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่

 

หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน

 

สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้น จะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด

 

ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

 

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ภาพรวม SME ไทยขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะ “แรงบีบสองด้าน” หรือ Double Squeeze อย่างชัดเจน โดยต้นทุนพุ่งขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่

 

โดยย้ำว่า SME ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

 

เอกนัฏเคลียร์ชัด มาตรการ ‘ค่าไฟ’ งวดใหม่ ใครจ่ายเท่าไรกันแน่?

 

ด้านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุล่าสุดว่า กรณีผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า

 

“ในการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป มีผลเฉพาะบ้านเรือน ไม่นับรวมกิจการ ร้านอาหาร ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่”

 

เอกนัฏ ย้ำว่า การคิดคำนวณในอัตราก้าวหน้าของค่าไฟในโครงสร้างใหม่นี้ ‘ยังมีความเข้าใจผิด ไม่ใช่แบบเหมาจ่าย’

 

โดยยืนยันว่า ค่าไฟเฉลี่ย “หากบ้านไหนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย หรือจ่ายค่าไฟอยู่ไม่เกิน 2,200 บาทต่อเดือน จะมีค่าไฟที่ถูกลง และมีผู้ได้รับประโยชน์ 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างค่าไฟใช้ตลอด 4 ปี หรือตลอดวาระ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้”

 

ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป จะใช้อัตราก้าวหน้าที่สะท้อน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. นี้

 

จึงมีคำถามตามมาแล้วอัตราค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค.) ที่ กกพ. ประกาศไปล่าสุดหน่วยละ 3.95 บาท ปรับขึ้นมาหน่วยละ 7 สตางค์ เทียบกับงวดปัจจุบันหน่วยละ 3.88 บาท (ม.ค.-เม.ย.) ค่าไฟจะเป็นเท่าไรกันแน่!

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ค่าไฟงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. นี้ ยังเป็นอัตราที่ กกพ. ประกาศไปก่อนหน้านี้ ที่ ‘อัตราเฉลี่ยหน่วยละ 3.95 บาท’

 

บิลงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. ยังไม่ได้ปรับตามนโยบาย กพช. ล่าสุด เนื่องจาก กกพ. และ 2 การไฟฟ้า กฟภ. และ กฟน. อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบอัตราบันไดค่าไฟใหม่ ก่อนเสนอ รมว.พลังงาน และ กพช. ภายใน มิ.ย. นี้ ตามนโยบายของ กพช.

 

ส่วนจะมีผลต่อรอบบิล และแนวทางการคำนวณค่าไฟในช่วงก่อนหน้าหรือไม่ ต้องรอสรุปหลักเกณฑ์และการพิจารณาร่วมกันกับ 2 การไฟฟ้าก่อน

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories