×

สแกมเมอร์ฟอกเงินผ่านโครงการรัฐ สแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย?

12.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงการเชื่อมโยงระหว่างโครงการรัฐ การสแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโครงการของรัฐอาจถูกใช้เป็นฉากหน้าแก่บริษัทเอกชนและบุคคลต้องสงสัยที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป ด้วยการเซ็น MOU ที่ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน ก่อนจะพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินสแกมเมอร์และโครงการสแกนม่านตาแลกคริปโต ที่คนไทยกว่า 1.2 ล้านคน เข้าร่วมโครงการไปแล้ว และไม่เคยได้รู้ว่าข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้อย่างไร

 

KEY MESSAGES สัปดาห์นี้จะพาทุกคนขุดคุ้ย MOU ของรัฐที่เชื่อมโยงถึงบริษัทต้องสงสัย รวมถึงข้อมูลจากรัฐมนตรี และการยืนยันจากกรมสอบสวนพิเศษ ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครอยู่เบื้องหลัง

 

โครงการ TIDC ของกระทรวงดีอีและบริษัทเอกชนต้องสงสัย?

 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2567 การรายงานข่าวของกระทรวงดีอียุคประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรี ได้สนับสนุนให้ทำโครงการที่ชื่อว่า ศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงินของประเทศไทย (Thailand International Digital Business & Finance Centre) หรือ TIDC เพื่อสร้างศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและออนไลน์ยุคใหม่ โดยมีกระทรวงดีอี บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และบริษัทเอกชนที่ชื่อว่า Prime Opportunity Fund VCC Singapore เป็นผู้ร่วมผลักดันโครงการ และทั้งสามฝ่ายได้ตกลงเซ็น MOU ร่วมกัน

 

ทุกอย่างดูจะเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเกิดข่าวใหญ่ว่าไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดีอีคนถัดมา ได้ประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังพบว่าบริษัท Prime Opportunity อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินระดับโลก และพบความผิดปกติของ MOU ฉบับดังกล่าว ทั้งเนื้อหาและระยะเวลาที่ใช้ดำเนินการก่อนลงนามเพียง 3 วันเท่านั้น

 

Key Messages ได้เอกสาร MOU ของโครงการ TIDC มาสองฉบับ ฉบับแรกคือข้อตกลงร่วมระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัท Prime Opportunity และอีกฉบับคือข้อตกลงร่วมระหว่าง NT กับบริษัท Prime Opportunity

 

MOU ฉบับแรกลงนามเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ระบุวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำโครงการ TIDC โดยใช้เวลาเริ่มต้น 36 เดือน กับการทดสอบโครงการผ่านระบบ Digital Economy Regulatory Sandbox หรือ DERS หมายถึงพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมดิจิทัลให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เป็นพื้นที่จำลอง เป็นการทดสอบแบบปิด และจะไม่ถือว่าเป็นการทำธุรกรรมในโลกแห่งความจริง

 

สิ่งที่จะอยู่ใน DERS มีหลายอย่าง เช่น ระบบการทำธุรกรรมและการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล ธนาคารดิจิทัล การจัดการการลงทุนและกองทุน รวมถึง E-commerce ที่เน้นสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างการแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคน บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและสตาร์ทอัพ ผู้เชี่ยวชาญด้าน CGI ผู้พัฒนาเกม ทรัพย์สินทางปัญญา กองทุน R&D ระบบรักษาความปลอดภัย วิทยาศาสตร์ข้อมูล ชีวิต และสุขภาพ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง ‘บริการเกมออนไลน์และการพนันกีฬา’ ปรากฎอยู่ด้วย

 

เมื่อมีข้อตกลงเกี่ยวกับอภิมหาโปรเจกต์ขนาดนี้ MOU เลยระบุให้ Developer อย่างบริษัท Prime Opportunity จัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและออกวีซ่าพิเศษจำนวน 500 คน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานในไทย และจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการแต่เพียงผู้เดียว โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการทำ DERS ก็เพื่อให้กระทรวงดีอีได้เห็นถึงความสามารถในการติดตามและกำกับดูแลกิจกรรมหรือธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในโครงการ TIDC

 

และท้ายสุดของ MOU มีบุคคลร่วมลงชื่อสองคน ฝั่งหน่วยงานรัฐคือ วิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ในเวลานั้น และฝั่ง Prime Opportunity คือชายที่ชื่อว่า Tan Kun Chiao George หรือ George Tan (จอร์จ แทน)

 

ส่วน MOU อีกฉบับเป็นข้อตกลงระหว่าง NT กับบริษัท Prime Opportunity เน้นใจความสำคัญไปยังโปรเจกต์ที่อยู่ในโครงการ TIDC อีกที ชื่อว่า Next Generation Gaming Project โดยบริษัท Prime Opportunity จะจัดการเกี่ยวกับโปรเจกต์ ส่วน NT จะคอยกำกับดูแล ให้ข้อเสนอแนะ มีส่วนพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเรื่อวค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ร่วมกับบริษัท Prime Opportunity

 

MOU ฉบับดังกล่าวลงนามโดย พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ส่วนฝั่งบริษัท Prime Opportunity คือ จอร์จ แทน เหมือนที่เซ็นไว้กับ MOU ของกระทรวงดีอี

 

และอีกหนึ่งความน่าสนใจของการเซ็น MOU ฉบับนี้ คือการมีสักขีพยานเป็นนักการเมืองระดับชาติหลายราย เช่น ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีดีอี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ดูแลกระทรวงกระเกษตรในเวลานั้น รวมถึงชายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีที่ผ่านมาอย่าง เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) นักการเงินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นล็อบบี้ยิสต์และเป็นนายหน้าฟอกเงินให้เครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน

 

จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างมากว่าทำไม เบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์ ถึงอยู่ในการเซ็น MOU ของรัฐไทย เขาเกี่ยวข้องอะไรกับ MOU ฉบับนี้ เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนหรือคนของกระทรวงดีอี ทำไมคนจากกระทรวงเกษตรถึงมาเป็นพยานในการเซ็น MOU ของกระทรวงดีอี และทำไมบริษัท Prime Opportunity ถึงถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินและบริษัทสแกนม่านตาแลกคริปโตเคอเรนซี

 

ทางด้านของวิศิษฎ์ที่เป็นคนเซ็น MOU เคยตอบสื่อมวลชนว่าในช่วงเวลานั้นเขาไม่รู้จักกับเบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์เลย และในส่วนของเนื้อหา MOU บริษัท Prime Opportunity จะมาดำเนินธุรกิจที่กฎหมายไทยยังไม่รองรับอย่างพนันออนไลน์ เขาอธิบายว่าโดยหลักการแล้วบริษัทจะประกาศว่าอยากทำอะไรใน MOU แต่ก็จะยังทำไม่ได้จนกว่าจะมีกฎหมายอนุญาต อันนี้เป็นหลักปกติ และ MOU จะไม่ได้ยกเว้นหรือให้สิทธิพิเศษใดๆ แก่บริษัท

 

ทางด้านของประเสริฐ หลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เขาตอบสื่อมวลชนว่าข้อมูลที่มอบให้ DSI เป็นความลับ ขอไม่เปิดเผย แต่จะมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ ก็สามารถมองได้ เพราะ MOU ฉบับนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 แต่เพิ่งมาเป็นประเด็น

 

ส่วนร้อยเอกธรรมนัสในฐานะพยานการเซ็น MOU เคยถูกสื่อมวลชนจี้ถามเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่เขากลับตอบว่าให้ไปถามเรื่องสงครามหรือเรื่องซีเกมได้ไหม และไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ว่าทำไมเขาถึงไปปรากฎตัวอยู่ในงานนี้

 

ความเชื่อมโยงของ Prime Opportunity กับสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ และเครือข่ายฟอกเงินสแกมเมอร์?

 

เมื่อดูรายละเอียดของ MOU จะเห็นว่าเนื้อหาไม่ได้พูดถึงการเปิดบริษัทที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัท Prime Opportunity แบบชัดเจน แต่ไชยชนกให้ข้อมูลกับรายการ KEY MESSAGES ว่าจากการลงนาม MOU มีการตั้งบริษัทที่ชื่อว่า TIDC Group และบริษัทลูกอย่าง TIDC Worldverse ขึ้นมาทำอะไรบางอย่างด้วย

 

ไชยชนก: มันมีการสื่อสาร มีการทำการโปรโมทที่เป็นการติดต่อกันระหว่าง TIDC ทางฝั่งของกระทรวงฯ ให้กระทรวงโปรโมท เว็บไซต์ของ TIDC เองมีการสื่อสารแล้วประสานให้นำโลโก้ของทั้งกระทรวง DE โลโก้ของทาง NT ขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ พอเลื่อนลงไปล่างสุดจะเห็นข้อความที่เขียนว่า TIDC Group และใน TIDC มันก็จะมี TIDC Holding, TIDC Worldverse, TIDC Limited โดยหลักฐานที่เห็นทุกอย่างมันเครือเดียวกัน

 

เมื่อมีการยืนยันว่ากระทรวงดีอีและบริษัท Prime Opportunity มีบริษัทร่วมกันเป็น TIDC Group ไชยชนกระบุอีกว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ ETDA และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เคยได้รับเอกสารจากบริษัท TIDC Worldverse ผู้นำเข้ากล้องสแกนม่านตา และเป็นกลุ่มบริษัทที่ไปเซ็นสัญญาโดยตรงกับ Tools for Humanity เพื่อขอทำโครงการ World ID ระบบที่ยืนยันตัวตนว่าเป็นมนุษย์จริงๆ ด้วยการสแกนม่านตา แต่ถูก ETDA และ สคส. ปฏิเสธไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการ

 

แต่กลายเป็นว่าในปี 2567 มีคนไทยกว่า 1.2 ล้านคนทั่วประเทศ สแกนม่านตาไปแล้ว และมอบเงินคริปโตสกุล Worldcoin (WLD) เป็นการตอบแทน แต่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า พอสแกนม่านตา ได้เหรียญดิจิทัลมาแล้ว ก็จะมีคนรอรับซื้อเหรียญดิจิทัลนั้นทันทีโดยจ่ายเป็นเงินสด

 

เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ซื้อขายเหรียญดิจิทัล แต่เป็นเรื่องของการที่ผู้จัดทำโครงการไม่ได้แจ้งรายละเอียดทั้งหมดต่อประชาชน ม่านตาของพวกเขาถูกบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ โดยไม่มีใครทราบว่าจะถูกเอาไปใช้ต่อหรือไม่ ใช้อย่างไรบ้าง และบริษัทอาจนำข้อมูลไปขายต่อให้พันธมิตรโดยไม่บอกผู้ใช้ หรือคิดในกรณีที่แย่ที่สุด ม่านตาของคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน จะถูกเอาไปเป็นบัญชีม้าทางดิจิทัลด้วยหรือเปล่า ก็ไม่มีใครรู้

 

ไชยชนก: เวลาจะเก็บข้อมูลมันจะมีในเรื่องกฎหมายของ PDPA อยู่แล้วว่ามันต้องขอการยินยอม ต้องมีการแจ้งผู้ที่จะได้รับการเก็บข้อมูลก่อนว่าคุณเก็บไปทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการส่วนที่ทำถูกต้อง หรือกระบวนการส่วนที่ทำแบบมีความจงใจเก็บเหรียญที่มันถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่ได้มีการแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบเลยว่าคุณจะเก็บอะไร แล้วก็ไม่ได้มีการแจ้งอย่างละเอียดในเรื่องของผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการที่คุณไปสมัครทำ ID

 

ไชยชนก: พอเราไปบอกเขาแล้วว่าทำไม่ได้ เขาก็อ้างว่าเขาไม่ได้เก็บ เขาทำในเชิงแค่ยืนยันตัวตนว่าเป็นมนุษย์โดยการใช้ม่านตาหรือ IR สแกน พอสแกนเสร็จแล้วลบทิ้งไม่มีการเก็บแน่นอน เราเลยให้คนไปสแกน พอคนสแกนเสร็จปุ๊บ รอบแรกก็สร้าง ID สร้างแอ็กเคานต์ได้หมด หลังจากนั้นเราก็เว้นระยะไว้ ถ้าเกิดจริงอย่างที่ว่าคือลบ ไม่เก็บ ตอนไปสแกนอีกครั้งหนึ่งก็ต้องสแกนได้อีกหรือเขาก็ต้องไม่รู้ แต่พอเราทดสอบกลับไปสแกนอีกครั้ง คนเดิม สรุปแล้วคือระบบมัน identify มาว่าคุณเคยสแกนแล้ว

 

ไชยชนก: หมายความว่าต้องเก็บแน่นอน แล้วทีนี้ถามว่ามันส่งต่อได้ไหม มีอีกข้ออ้างหรือเหตุผลหนึ่งที่เขาให้มาว่ามันไม่ได้เป็นการเก็บม่านตา เพราะว่าเขาสแกนเสร็จปุ๊บ เขาเอาม่านตา convert มาเป็นโค้ด พอ convert เป็นโค้ด เขาก็จะบอกว่ามันไม่ได้เป็นการเก็บ ID แต่ไม่ว่าอย่างไรข้ออ้างที่ให้มันพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง ความเป็นจริงก็คือท่านเก็บแล้ว ไม่ว่าจะเก็บในรูปแบบม่านตาหรือเก็บในรูปแบบโค้ด ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าทั้งสองแบบมันถูก transfer หรือปรับเปลี่ยนได้

 

หลังจากนั้น วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ออกคำสั่งระงับการดำเนินงานสแกนม่านตาในประเทศไทย จะต้องลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลจำนวน 1.2 ล้านคนภายใน 7 วัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือป้องกันการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ถูกต้อง รวมถึงเหตุผลเรื่องการจูงใจด้วยการมอบเหรียญคริปโต ถือเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามกฎหมายกำหนด และใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์

 

ไชยชนก: ยังมีอีกหลายเรื่องที่เรายังสามารถเรียกความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนได้ ทั้งในเรื่องของการปรับกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องจากการละเมิดในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลชีวภาพ เราสามารถปรับได้มากสุดถึงตั้ง 5 ล้านบาทต่อ 1 ถ้าเกิดเราสามารถทำตรงนี้ได้สามารถทั้งเยียวยา ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการเยียวยาจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น แล้วก็นำไปซึ่งแม้กระทั่งการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากมาย ลองนึกภาพว่า 5 ล้านบาทต่อ 1 ID มหาศาลแค่ไหนครับ

 

และ DSI รับเรื่องนี้มาเป็นคดีพิเศษเลขคดีที่ 148/2568 โดยจะดูในฐานความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14

 

นอกเหนือจากความเชื่อมโยงกับประเด็นสแกนม่านตา บริษัทต้นเรื่องอย่าง Prime Opportunity ซึ่งเป็นบริษัทแบบทุนแปรผัน จัดตั้งและดำเนินงานภายใต้กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ ที่มีตัวแทนเซ็น MOU อย่าง จอร์จ แทน ก็ถูกพบว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินของแก๊งสแกมเมอร์ และอาจเกี่ยวข้องกับเบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์ ที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. อายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท รวมถึงนายยิมเลี๊ยก ประธานกลุ่มธนาคารในประเทศกัมพูชา

 

ไชยชนก: ถ้าจะโยงจากสัญญาก็จะเป็นบริษัท TIDC ที่เกิดขึ้นจากสัญญาที่เซ็นโดยกระทรวงกับทาง Prime Opportunity ตัวผู้ถือหุ้นของ TIDC เนื่องจากเป็นบริษัทในไทยก็จะมี 51% เป็นคนไทย แล้วคนไทยท่านนั้นผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม แต่ผมคิดว่าท่านคงไปสืบหากันเองได้ แต่ว่าท่านเองก็เป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งธนาคาร BIC เช่นกันกับบริษัทที่เคยมีข้อพิพาทในกรรมาธิการความมั่นคง เรื่องมีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ก็คือ Prime Street Consultant

 

ไชยชนก: ในส่วนผู้ถือหุ้นของตัว Prime Opportunity อีก 49% ก็มีผู้ลงนามที่ลงนามในสัญญาเป็นจอร์จ แทน ซึ่งคุณจอร์จแม้จะลงนามในบริษัท Prime Opportunity แต่ลงนามโดยตำแหน่งคือ Chief Commercial Officer ของทาง Capital Asia Investment (CAI) ซึ่งก็เป็นกลุ่มธนาคารหรือกลุ่มฟันด์ที่มันมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับในเครือข่ายต่างๆ ที่ผมเชื่อว่าหลายท่านก็เห็นในเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ถูกพูดถึงในสื่อ

 

เมื่อเอาข้อมูลจากไชยชนก มาประกบกับการรายงานของสำนักข่าวอิสรา ทำให้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจนขึ้นว่า จอร์จ แทน นั่งอยู่ในบอร์ดของบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งมีแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของเบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์ และ วิรันยา ยิมจ์ ภรรยาของยิมเลี๊ยก ถือหุ้นอยู่ เป็นบริษัทที่ออกใบอนุญาตจ้างงานเบนจามิน ปรึกษาและโครงการลงทุนในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถูก ปปง. ออกคำสั่งอายัดทรัพย์

 

ไชยชนก: แค่จุดเริ่มต้นเหล่านี้มันก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึง Connection ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราก็มีโอกาสทำงานควบคู่ในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางการปราบปรามการสแกม ในเรื่องของยิมเลี๊ยก ที่นำไปซึ่งการยึดทรัพย์ต่างๆ แล้วเราก็จะพบว่าเครือข่ายเหล่านี้มันมีความพัวพันกันคุณจอร์จ แทน ผมจำไม่ได้ว่าเป็นการบริหารทรัพย์ของกลุ่มไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นภรรยาของยิมเลี้ยกด้วย มันจะมีสิ่งที่พัวพันกันเยอะมาก ที่เป็นที่เป็นข้อมูลที่เป็นประจักษ์แล้ว ที่อยู่ในสื่อมวลชนทั่วไปด้วย

 

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรื่องราวทั้งหมดไม่ถูกเปิดโปง?

 

สิ่งที่อันตรายที่สุดในเรื่องนี้อาจไม่ใช่คริปโต ไม่ใช่การสแกนม่านตา และไม่ใช่ชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่อยู่ที่ตราประทับของรัฐที่ถูกใช้สร้างความชอบธรรมให้กับระบบที่ประชาชนไม่รู้จัก ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และไม่เคยยินยอมอย่างแท้จริง

 

เมื่อโครงการใดก็ตามสามารถอ้างความร่วมมือกับกระทรวง อ้างโลโก้หน่วยงานรัฐ และอ้างการอยู่ใน sandbox ของรัฐบาลได้ ความระแวดระวังของสังคมจะลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะถูกแทนที่ด้วยความเชื่อที่ว่า “ถ้ารัฐรับรองแล้ว ก็คงจะปลอดภัย”

 

แต่ในโลกดิจิทัล ความน่าเชื่อถือคือทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง และถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือได้ง่ายกว่างบประมาณหรืออำนาจตามกฎหมาย หากกลไกของรัฐถูกใช้เป็นฉากหน้าให้กับเครือข่ายธุรกิจที่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน ทำอะไรอยู่ และมีใครอยู่เบื้องหลัง ระบบฟอกเงินในศตวรรษที่ 21 ก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป แต่สามารถดำเนินการได้อย่างเปิดเผยภายใต้คำว่านวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต และการทดสอบเชิงนโยบาย กลายเป็นการฟอกเงินในระบบดิจิทัลที่รัฐรับรอง เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดของการฟอกเงิน

 

ไชยชนก: ตอนเข้ามาในตอนแรกก็มีการขอเกี่ยวกับเรื่องนี้ วินาทีที่เราทราบว่ามันมีแล้วก็ได้รับการตอบรับกลับมาที่บอกว่าไม่มี ไม่รู้ ทั้งในเชิงของตัวสัญญา ในเชิงของกระบวนการลงนาม MOU ในเรื่องของพิธีต่างๆ บอกว่าไม่มีนะครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว มีสื่อหนึ่งที่ออกรูปภาพออกมาก่อน หลังจากนั้นผมสามารถที่จะเอาหลักฐานตรงนี้ไปจี้ถามหน่วยงาน จนนำมาซึ่งว่าเราได้เจอครบภาพของกระบวนการตรงนั้นเยอะ แล้วก็ได้ทำให้เราสืบไปเจอในเรื่องของการทำการโปรโมทโฆษณา TIDC โดยกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับมิติอื่นๆ ที่ก่อนหน้านี้หาไม่พบ

 

ไชยชนก: จริงๆ ใน 1 สิ่งที่อยู่ใน MOU ที่ผมคิดว่ามันอาจจะดูเป็นเรื่องที่พอเรามามองเรื่องสแกมเมอร์ เรื่องอะไรแล้วจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมว่าเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่มากๆ ที่อยู่ใน MOU คือ Cyber Security ถ้าเกิดกลุ่มกระบวนการเหล่านี้เข้ามาสร้างแล้วทำแล้วเป็นคนคุมในเรื่องของ Cyber Security มันเปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่าง ในอนาคตมันไม่มีความปลอดภัยทางไซเบอร์อีกต่อไป อะไรที่เราต้องพึ่งพา แล้วเราคิดว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นเกาะกำบังให้เรา กลับกลายจะเป็นสิ่งที่นำเราไปสู่เอาข้อมูลต่างๆ เอาความปลอดภัยเราต่างๆ ไปมอบให้สแกมเมอร์

 

และถ้าวันหนึ่งโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเก็บข้อมูลหรือการแลกคริปโต แต่ขยายไปสู่การควบคุมระบบความมั่นคงไซเบอร์ ระบบยืนยันตัวตน หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ คำถามจะไม่ใช่แค่ว่าใครทำผิดกฎหมายหรือไม่ แต่จะกลายเป็นคำถามว่าใครคือผู้มีอำนาจแท้จริงของประเทศนี้กันแน่ และเมื่อเรื่องราวถูกอ้างชื่อของหน่วยงานรัฐ ประชาชนก็ย่อมจะต้องตรวจสอบได้

 

เพราะถ้าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครตั้งคำถาม วันนี้มันอาจเป็น sandbox วันหนึ่งมันอาจเป็นโครงการนำร่อง และวันต่อไปมันอาจกลายเป็นโครงสร้างถาวรของประเทศ โดยที่ประชาชนไม่เคยมีโอกาสเลือก ไม่แม้กระทั่งได้รับรู้เลยด้วยซ้ำ

 

ดู VDO KEY MESSAGES สแกมเมอร์ฟอกเงินผ่านโครงการรัฐ สแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย?:

 

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising