×

เจาะลึกกับ กมธ. งบฯ 70: ปัญหาในงบ 1 พันล้าน ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ สตง. ชี้ว่า “ไม่น่าเชื่อถือ”

14.07.2026
  • LOADING...
โลโก้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีภาพบุคคลรายล้อม

ถึงคิวงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเฉพาะงบของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ 2570 สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ประชุมได้ทำการตรวจสอบรายละเอียดการขอรับการจัดสรรงบประมาณของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 1,089 ล้านบาท

 

กรรมาธิการหลายรายได้นำเสนอข้อมูลจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งระบุถึงความผิดปกติทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ธรรมาภิบาล และข้อเสนอให้ระงับการพิจารณางบประมาณส่วนนี้ไว้ชั่วคราว

 

▪️รายงาน สตง. จุดประกายความสงสัย ‘งบที่ไม่น่าเชื่อถือ’

 

ประเด็นหลักที่สร้างความกังวลต่อคณะกรรมาธิการเริ่มต้นจากการอภิปรายของ เพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชน ซึ่งได้หยิบยกรายงานผู้สอบบัญชีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำหรับงบการเงินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ขึ้นมาพิจารณา

 

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏในรายงานคือ สตง. ได้แสดงความเห็นในลักษณะของการ ‘ไม่รับรองงบการเงิน’ ซึ่งในทางมาตรฐานการบัญชีถือเป็นสถานการณ์ขั้นวิกฤตที่สะท้อนว่าผู้สอบบัญชีพบข้อจำกัดในการตรวจสอบอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของฐานะทางการเงินได้

 

เพียงพนอระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ สตง. ปฏิเสธการรับรองงบการเงิน เกิดจากการพบรายการความผิดปกติที่มีมูลค่ารวมระดับแสนล้านบาทปรากฏอยู่ในหน้าแรกของรายงาน โดยประเด็นที่พบความบกพร่องของหลักฐานอย่างชัดเจนคือบัญชีลูกหนี้เกษตรกร ซึ่งระบุยอดรวมไว้ที่ 8,482 ล้านบาท

 

แต่เมื่อ สตง. เข้าทำการตรวจสอบ กลับพบว่ามีเอกสารหลักฐานที่สามารถยืนยันความมีอยู่จริงได้เพียงประมาณ 700 กว่าล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ยอดเงินอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ไม่สามารถค้นหาเอกสารหลักฐานใดๆ มาประกอบได้

 

“เราชอบพูดกันเรื่องข้าราชการกลัวมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญามาก แต่นี่ถ้าเป็นภาคเอกชน หน่วยงานนี้จะอยู่ยาก ถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ งบการเงินแบบนี้ต้องถูกเพิกถอน

 

“งบที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เราจะตรวจสอบได้อย่างไร จะพูดได้อย่างไรว่านี่คือการทำงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมาภิบาลจริง

 

“การที่มีงบหน้าตาแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้เงินอย่างไรไม่รู้ว่าลูกหนี้ มีจริงหรือไม่ นี่คือปัญหาใหญ่ และตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ” เพียงพนอกล่าว

 

นอกเหนือจากความไม่โปร่งใสของข้อมูลลูกหนี้แล้ว เพียงพนอยังได้ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนฯ ในหมวดค่าใช้สอย นอกเหนือจากงบประมาณด้านบุคลากร ซึ่งพบว่ามีรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานธุรการ เช่น การจ้างเหมาบริการ ค่าใช้จ่ายในการจัดการประชุม ค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ รวมมูลค่าสูงถึง 70-80 ล้านบาท

 

ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐกำลังสูญเสียทรัพยากรทางการเงินจำนวนมากไปกับการบริโภคและการบริหารจัดการองค์กร แทนที่จะนำไปใช้เป็นงบลงทุนหรือนำไปใช้ในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์โดยตรงต่อเกษตรกร

 

เพียงพนอจึงเสนอให้สำนักงบประมาณทบทวนและกำหนดตัวชี้วัด (KPI) รูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการวัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณอย่างแท้จริง พร้อมทั้งปรับลดงบประมาณในส่วนของการประชาสัมพันธ์ลง

 

▪️เจาะลึกความผิดปกติทางการเงิน ใช้จ่าย 1.6 หมื่นล้าน แต่งบไม่ตามเป้า

 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชน ได้ขยายข้อมูลด้านความบกพร่องทางบัญชีได้รับการขยายผลเพิ่มเติม โดยลงรายละเอียดจากรายงานของ สตง. ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลทางการเงินในหลายมิติ อาทิ

 

  • พบรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 613 ล้านบาท ที่มีการบันทึกรายรับและรายจ่ายหลายประเภทปะปนกันในบัญชีเงินฝากธนาคารเดียวกัน
  • การนำส่งทะเบียนคุมรายรับรายจ่ายที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ สตง. ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินฝากธนาคารคงเหลือดังกล่าวมีความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากการบริหารจัดการของกองทุนฯ ขาดการจัดทำยอดลูกหนี้คงเหลือในวันสิ้นงวดบัญชีให้ตรวจสอบ
  • กรณีที่รายงานการสอบข้อเท็จจริงพบว่า ‘ลูกหนี้เกษตรกรไม่มีอยู่จริง’ ซึ่งชัยวัฒน์ระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นปัญหาขั้นรุนแรงที่บ่งชี้ถึงความล้มเหลวของระบบควบคุมภายใน

 

“ยิ่งกว่าเล่นขายของ เงินเข้าไม่รู้มาจากไหน เงินออกไปไหนไม่รู้ เกษตรกรบางรายไม่มีตัวตนจริง ผมขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรกับการบริหารกองทุน ที่พบข้อผิดพลาด นอกจากนั้นแล้วจะปรับปรุงแก้ปัญหาอย่างไร” ชัยวัฒน์กล่าว

 

นอกจากนี้ สตง. ยังตรวจสอบพบการดำเนินการที่ผิดปกติอีกหลายรายการ ได้แก่ การพบข้อมูลรายงานมูลหนี้คงค้างที่มีข้อผิดพลาดและไม่สัมพันธ์กับการบันทึกบัญชี การตรวจสอบพบการแก้ไขบัญชีย้อนหลังเป็นระยะเวลารวม 10 ปี จำนวน 12 เรื่อง และการพบเงินโอนเข้าบัญชีจำนวน 1,262 ล้านบาท ซึ่งในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุว่าไม่ทราบที่มาของผู้โอนและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล

 

ชัยวัฒน์ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยระบุว่านับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2542 หน่วยงานแห่งนี้ได้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท แต่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรกลับไม่ได้ลดลงตามเป้าหมาย เมื่อพิจารณาจากเอกสารคำขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 กองทุนฯ กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขหนี้สินเกษตรกรไว้เพียง 621 ราย โดยใช้ความต้องการงบประมาณ 288 ล้านบาท

 

ในด้านสถานะสภาพคล่องทางการเงินของกองทุนฯ ชัยวัฒน์ได้นำเสนอตัวเลขประมาณการยอดเงินคงเหลือที่สะท้อนทิศทางที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2569 มียอดคงเหลือ 613 ล้านบาท ปี 2570 คาดการณ์ยอดคงเหลือที่ 346 ล้านบาท ปี 2571 อยู่ที่ 514 ล้านบาท และในปี 2572 ประมาณการว่าจะเหลือยอดเงินเพียง 11.6 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งการหายไปของสภาพคล่องจำนวนมหาศาลนี้เป็นประเด็นที่กองทุนฯ ต้องชี้แจงให้เกิดความกระจ่าง

 

▪️“เอาเกษตรกรเป็นตัวประกัน” ประกาศชัดต้อง ‘แขวน’ ตามหน้าที่ กมธ.

 

จากนั้น ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการสัดส่วนคณะรัฐมนตรี ได้เสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณา ‘แขวน’ หรือระงับการพิจารณางบประมาณจำนวน 1,089 ล้านบาทของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรไว้ก่อน

 

ชาดาให้เหตุผลว่า เมื่อ สตง. ได้ตรวจสอบและชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารงานอย่างเป็นทางการแล้ว หากคณะกรรมาธิการยังคงอนุมัติงบประมาณให้ผ่านไป ย่อมถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเป็นการบกพร่องต่อความรับผิดชอบในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเหตุใดจึงไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี

 

“ผมขอแขวนเพื่อช่วยรัฐมนตรีด้วย นักการเมืองไม่มีใครกล้า แต่กรรมาธิการฯ ทำได้ ถ้าไม่ทำ ถือว่ากรรมาธิการฯ บกพร่อง เพราะ สตง. ชี้แล้ว ดังนั้นต้องแขวนไว้

 

“เอาเกษตรกรเป็นตัวประกัน ตอนตั้งใหม่ๆ ใช้เงินไม่กี่หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่จบ เท่าไรก็ไม่จบ ไม่มีตัวเลข ตัดตอน หาประโยชน์ เพราะไม่ได้ฟื้นฟูเกษตรกร แต่กลับเป็นกลุ่มผลประโยชน์ ต่อรองอำนาจรัฐ ใช้การเดินขบวนต่อรอง ดังนั้นที่แล้วมาปล่อยเฉย แต่วันนี้ยอมไม่ได้ ต้องหาคนผิด” ชาดากล่าว

 

▪️กองทุนฯ ยอมรับระบบฐานข้อมูลล้มเหลว แต่ยืนยันไม่ใช่การทุจริต

 

ท้ายที่สุด วรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยอมรับว่าข้อมูลความบกพร่องตามที่ สตง. รายงานนั้นเป็นความจริงทุกประการ

 

อย่างไรก็ตาม วรรณียืนยันว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความบกพร่องทางด้านข้อมูลและการบริหารจัดการที่ล้มเหลวในอดีต มิได้เกิดจากการกระทำการทุจริตแต่อย่างใด

 

วรรณีได้อธิบายถึงภูมิหลังของปัญหาว่า แม้กองทุนจะก่อตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน แต่ได้เริ่มดำเนินการเข้าซื้อหนี้สินและให้เงินกู้ยืมแก่กลุ่มองค์กรเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2549 ปัจจุบันโครงสร้างของกองทุนประกอบด้วยเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบจำนวน 40,000 คน มีโครงการที่อยู่ในความดูแลมากกว่า 13,000 โครงการ กระจายอยู่ตามสาขาระดับจังหวัด 81 แห่ง และมีสำนักงานใหญ่ 1 แห่ง

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน กองทุนฯ ไม่ได้มีการพัฒนาระบบการเงินและการบัญชี (Core System) ที่สามารถเชื่อมโยงและครอบคลุมการทำงานของทุกสาขาทั่วประเทศ ทำให้ข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกระจัดกระจายและไม่สามารถตรวจสอบยันยอดกันได้

 

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฯ ระบุว่า ทางหน่วยงานได้ตระหนักถึงปัญหาและเริ่มดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบฐานข้อมูลใหม่ในปี 2564 ซึ่งสามารถเริ่มนำมาใช้งานได้จริงในปี 2565 อย่างไรก็ตาม ผลจากการขาดระบบบัญชีมาตรฐานมานับสิบปี ทำให้มีรายการข้อมูลความเคลื่อนไหวทางบัญชีที่สะสมอยู่และต้องดำเนินการสะสางย้อนหลังรวมมากกว่า 200,000 รายการ

 

ปัจจุบันภารกิจหลักของสำนักงานคือการเร่งสะสางข้อมูลเหล่านี้ โดยมี สตง. เข้ามาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และคาดหมายว่าจะมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการสะสางรายการต่างๆ ภายในเดือนกันยายนของปี 2569

 

▪️ข้อเสนอรื้อโครงสร้าง-ผ่าทางตัน

 

ภายหลังการรับฟังคำชี้แจงจากเลขาธิการสำนักงานกองทุนฯ วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการสัดส่วน ครม. ได้ฉายภาพรวมว่า ในอดีตการออกแบบกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรนั้น เป็นการนำแนวคิดมาจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่ภารกิจของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรมีความซับซ้อนและยากกว่ามาก เนื่องจากเป็นการจัดการกับหนี้สินระดับฐานราก

 

วีระได้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดที่กองทุนฯ รายงานว่า มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการแก้ปัญหาหนี้สินจำนวน 534,514 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกันสูงถึง 153,471 ล้านบาท

 

เมื่อนำตัวเลขภาระหนี้ทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับอัตรากำลังคน งบประมาณ และความเร็วในการดำเนินงานของกองทุนฯ ในปัจจุบัน ภารกิจนี้เป็นสิ่งที่เกินขีดความสามารถของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ แม้แต่หนี้ก้อนเก่าก็ไม่สามารถเคลียร์ได้หมด ไม่นับรวมถึงภาระหนี้ก้อนใหม่ที่อาจจะเพิ่มเข้ามาในอนาคต

 

เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

 

▪️5 ข้อเรียกร้อง ‘วีระ ธีรภัทร’ ต้นตอคือระบบฐานข้อมูลหลังบ้าน

 

วีระได้เสนอข้อเรียกร้องและคำแนะนำทางยุทธศาสตร์รวม 5 ประการ ดังนี้

 

  • เรียกร้องให้กองทุนฯ จัดทำเอกสารชี้แจงข้อมูลสถานะปัจจุบันให้ชัดเจนว่า จากจำนวนยอดคงค้างสะสมกว่า 530,000 ราย และวงเงิน 1.53 แสนล้านบาทนั้น ภายหลังจากการบริหารจัดการมาระยะหนึ่ง ปัจจุบันเหลือยอดคงค้างจำนวนกี่ราย และมีวงเงินที่ต้องบริหารจัดการจริงเท่าใด

 

 

  • เพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียงบประมาณไปกับงานธุรการและการประชุม ขอให้กองทุนฯ จัดส่งเอกสารรายชื่อคณะกรรมการทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบาย ระดับอนุกรรมการ และระดับจังหวัด พร้อมทั้งเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมการทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมาธิการสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพได้

 

 

  • เรียกร้องให้กองทุนฯ กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลส่วนหลัง (Back office) ให้แล้วเสร็จ

 

วีระเน้นย้ำว่าเนื่องจากกองทุนฯ มีสถานะเสมือนสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ระดับองค์กร หรือ Core Banking System ที่แข็งแกร่ง หากระบบพื้นฐานนี้ไม่สามารถใช้งานได้ การแก้ปัญหาหนี้สินก็จะเป็นเพียงการทำงานท่ามกลางข้อมูลที่สับสน

 

หากกองทุนฯ ขาดแคลนงบประมาณในการจัดหาฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ วีระแนะนำให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้เข้ามาโดยตรง

 

​4. เสนอให้ปรับรื้อโครงสร้างลำดับความสำคัญของงาน (Priority) โดยให้กองทุนฯ มุ่งเน้นไปที่ภารกิจ ‘การแก้ปัญหาหนี้สิน’ เป็นเป้าหมายหลักเพียงประการเดียว และเสนอให้ระงับการดำเนินโครงการในลักษณะ ‘การฟื้นฟูอาชีพ’ ไว้ก่อน

 

เนื่องจากพบว่ามีหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่น เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการอยู่แล้ว การปล่อยให้เกษตรกรที่เป็นหนี้หลายแห่งไปเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูอาชีพซ้ำซ้อนกันจากหลายหน่วยงานถือเป็นการสูญเปล่าของทรัพยากร

 

​5. วีระเสนอแนะให้กองทุนฯ ‘ยุติการรับซื้อหนี้ก้อนใหม่’ เข้ามาบริหารจัดการ เนื่องจากหนี้ก้อนเก่าที่มีอยู่ยังไม่สามารถสะสางได้

 

วีระเปรียบการนำหนี้ก้อนใหม่เข้ามาเพิ่ม เปรียบเสมือน “ราหุลํ ชาตํ พนฺธนํ ชาตํ” (บ่วงเกิดขึ้นแล้ว พันธนาการเกิดขึ้นแล้ว) หรือเป็นการสร้างบ่วงผูกคอตัวเองให้แน่นขึ้นไปอีก

 

​ในช่วงท้ายของการอภิปราย วีระได้สรุปบทเรียนตลอด 27 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฯ ในปี 2542 ว่า งบประมาณแผ่นดินที่ลงทุนไปไม่ก่อให้เกิดดอกออกผลตามที่ควรจะเป็น

 

“20 กว่าปีท่านแก้ปัญหาได้เพียง 500 ล้าน ผมตามเรื่องนี้แต่ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไร เดี๋ยววันนี้เห็นเลขาธิการท่านมาใหม่ แล้วถ้ามีความตั้งใจ ดังนั้นท่านทำข้อเสนอมาเลย ว่าระบบ Back Office ของกองทุนฯ ต้องการเงินเท่าไหร่ เราจะได้เริ่มต้นให้มันเรียบร้อย

 

“ไม่งั้นท่านก็วนไปวนมา เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็เปลี่ยนเลขาฯ พอฝ่ายการเมืองตั้งชุดใหม่มา ก็ตีกันตาย นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของการไม่ไปไหนเลยของกองทุนฯ” วีระกล่าว

 

วีระสรุปว่า ความล้มเหลวด้านระบบฐานข้อมูลเป็นต้นตอที่ทำให้องค์กรขาดเสถียรภาพ และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในองค์กรมาโดยตลอด หรือการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองที่สลับสับเปลี่ยนเข้ามา ซึ่งหากไม่เริ่มต้นแก้ไขที่ระบบฐานข้อมูล กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรก็จะยังคงติดอยู่ในวังวนของความล้มเหลวต่อไป

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising