โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลกพร้อมกัน เมื่อวานนี้ (8 มกราคม) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นองค์กรหรือหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN) มากถึง 31 แห่ง โดยทรัมป์ระบุว่า องค์การและความร่วมมือเหล่านี้ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ
THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภาพสะท้อนและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการประกาศถอนตัวครั้งนี้ของทรัมป์
การเปลี่ยนผ่านระเบียบโลก: จาก ‘พหุภาคี’ สู่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’
อาจารย์ธนภัทรกล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ‘ส่งแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญ’ ต่อระเบียบโลก เดิมทีโลกดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์แบบ ‘พหุภาคี’ (Multilateralism) ที่หลายชาติตกลงร่วมกัน แต่สหรัฐฯ กำลังพยายามเปลี่ยนไปใช้นโยบายภายในของตนเองเป็นหลัก โดยต้องการให้การติดต่อสัมพันธ์ทุกอย่างยึด ‘กฎหมายภายในของสหรัฐฯ’ (U.S. Domestic Law) เหนือ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีการจัดการกับเวเนซุเอลาที่ทรัมป์อ้างกฎหมายสหรัฐฯ โดยไม่แตะต้องกฎหมายระหว่างประเทศเลย
ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงว่า สหรัฐฯ จะใช้ฐานของกฎหมายภายในบังคับกับนานาชาติว่า คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในสหรัฐฯ เราถึงจะเจรจาด้วย ทรัมป์ให้ความสำคัญกับพลเมืองอเมริกันก่อน และคิดว่ากฎหมายภายในของสหรัฐฯ อาจถูกพัฒนาไปเป็นกฎหมายที่นานาชาติจะต้องยอมรับ
อาจารย์ธนภัทรยังระบุว่า การถอนตัวนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลกและไทยในหลายมิติ พร้อมยกตัวอย่าง เช่น
ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ: มีองค์กรสำคัญที่สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวออกคือ คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission: ILC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน การที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวนี้ สะท้อนว่า บทบาทในการจัดการระเบียบโลกอาจตกอยู่กับชาติมหาอำนาจอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ หรืออาจทำให้องค์กรเหล่านี้มีความยากลำบากมากขึ้นในการดำรงอยู่
ด้านการเจรจาต่อรอง: สหรัฐฯ จะไม่เจรจาผ่านองค์กรกลาง แต่จะบีบให้คู่ค้าหรือพันธมิตรต้องเจรจาแบบ ‘ตัวต่อตัว’ (Bilateralism) ติดต่อเป็นรายเรื่อง รายประเด็น แทนการเจรจาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
ด้านการปฏิบัติงานของไทย: อาจารย์ธนภัทรมองว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคีในหลายองค์การและหลายความร่วมมือ อีกทั้งหลายแห่งก็มีสำนักงานภูมิภาคตั้งอยู่ในไทยนั้น อาจทำให้ไทยทำงานได้ยากมากยิ่งขึ้น เพิ่มขั้นตอนในการประสานงานหรือส่งข้อมูลรายงาน จากเดิมที่ส่งข้อมูลให้กับองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนั้นๆ กลายเป็นว่า อาจต้องส่งแยกให้สหรัฐฯ ต่างหาก เพื่อดูว่าสหรัฐฯ จะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งสร้างความยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
เพราะหลายประเด็นอาจยังต้องการให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินการนั้นๆ แม้จะถอนตัวออกจากองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนั้นๆ ไปแล้วก็ตาม เช่น การรับผิดชอบต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในฐานะที่สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ของโลก
ขณะที่แหล่งข่าวของ THE STANDARD ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหนึ่งในองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศที่ทรัมป์ประกาศถอนตัว ให้ข้อมูลในเบื้องต้นว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากนัก ทั้งยังระบุว่า องค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนี้จะยังคงเดินหน้าทำตามพันธกิจและเป้าหมายต่างๆ ต่อไป แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิก หรือเป็นรัฐภาคีแล้วก็ตาม
ทางด้านโฆษกของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า เลขาธิการ UN แสดงความเสียใจต่อการประกาศของทำเนียบขาว เกี่ยวกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะถอนตัวจากหน่วยงานต่างๆ ของ UN หลายแหล่ง พร้อมเน้นย้ำว่า การจ่ายเงินอุดหนุนงบประมาณปกติและงบประมาณด้านการรักษาสันติภาพของ UN ตามที่ได้รับอนุมัติจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) นั้น ถือเป็น ‘พันธกรณีทางกฎหมาย’ ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ สำหรับรัฐสมาชิกทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย หน่วยงานทั้งหมดของ UN จะยังคงทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป
โลกในวันที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ต้องการ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’
อาจารย์ธนภัทรยังวิเคราะห์ต่อไปว่า จุดที่สหรัฐฯ ขยับออกไปจากกฎกติกาโลกนี้ มีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง
แนวทางแรกคือ ชาติมหาอำนาจอื่นจะมีบทบาทนำในการผลักดันเรื่องนั้นๆ ในองค์กรระหว่างประเทศแทนสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางนี้ ‘เป็นไปได้มากที่สุด’
ส่วนแนวทางที่สองที่ ‘มีความเสี่ยง’ คือ ชาติมหาอำนาจอื่นอาจ ‘ตัดสินใจลาออกตาม’ เพื่อสร้างฐานของตัวเอง จีนอาจบอกว่าทุกคนต้องเชื่อจีน รัสเซียอาจบอกว่าต้องเชื่อรัสเซีย โลกอาจเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ที่คนกังวลกันว่า เมื่อสหรัฐฯ ไม่ยอมรับระเบียบโลกแล้ว ทำไมชาติอื่นต้องยอมรับ แต่ถ้าชาติอื่นๆ ยังกอดกันแน่นอยู่ในกรอบพหุภาคี ท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะถูกบีบให้กลับเข้ามาอยู่ในกรอบใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าต่างคนต่างแยกตัวออกไป อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ของประชาคมโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่กลไกภายในของสหรัฐฯ ยังทำงานอยู่ โดยเฉพาะการคานอำนาจจากพรรคเดโมแครตและสถาบันตุลาการ เช่น ศาลต่างๆ ที่อาจไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของทรัมป์เสมอไป ซึ่งปัจจัยภายในเหล่านี้ น่าจะมีผลในการยับยั้งทรัมป์ มากกว่าแรงกดดันจากภายนอกประเทศ
แฟ้มภาพ: Getty Images / Shutterstock
อ้างอิง:


