×

เอเชียเข้าคิวซื้อน้ำมันรัสเซีย หลังทรัมป์ผ่อนเกมคว่ำบาตร อินเดียขึ้นแท่นผู้ซื้อรายใหญ่ ไทยอยู่ตรงไหน?

24.04.2026
ภาพประกอบข่าวการซื้อขายน้ำมันรัสเซียโดยชาติต่างๆ ในเอเชีย หลังสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

แรงกดดัน และความต้องการพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนทิศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลายชาติเอเชียอย่าง อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา

 

ต่างกำลัง ‘ต่อคิว’ เพื่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด ทำให้การส่งออกน้ำมันสะดุด และจุดชนวนความกังวลว่า ความต้องการใช้น้ำมัน ‘อาจพุ่งสูงเกินกว่าปริมาณที่มีอยู่ในตลาดโลก’

 

ภูมิทัศน์ ‘พลังงานโลก’ ไม่เหมือนเดิม

 

ขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์พลังงานโลกก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัย สำคัญนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุขึ้น ยุโรปซึ่งเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ของน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย ได้ลดการพึ่งพาและหันไปหาทางเลือกอื่น

 

ส่งผลให้อินเดียและจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ซื้อน้ำมันหลักของรัสเซีย โดยครองสัดส่วนรวมกันราว 80% ของการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ ตุรกีก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในตลาดนี้

 

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงการปรับสมดุลครั้งใหญ่ของตลาดพลังงานโลก ที่ไม่เพียงเปลี่ยนเส้นทางการค้า แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานในช่วงเวลา ที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง

 

ล่าสุด รายงานข่าวระบุว่า สหรัฐฯ ต่ออายุยกเว้น หนุนอินเดียนำเข้าน้ำมันรัสเซียพุ่ง 2 เท่า และคาดว่า เดือน พ.ค. ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อรับมือวิกฤต

 

โดยการต่ออายุการยกเว้นชั่วคราวของสหรัฐฯ สำหรับประเทศต่างๆ ในการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย นับเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่ออินเดีย ซึ่งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ซื้อน้ำมันดิบรัสเซียรายใหญ่ที่สุด ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดพลังงานโลก

 

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจขยายเวลาการยกเว้นดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม สำหรับการซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งได้มีการบรรทุกขึ้นเรือในทะเลแล้ว ณ วันที่ 17 เมษายน

 

โดยมาตรการนี้ยังคงยกเว้นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบางภูมิภาค เช่น อิหร่าน คิวบา และเกาหลีเหนือ และเข้ามาแทนที่การอนุญาตฉบับก่อนหน้าที่หมดอายุไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน

 

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนเกิดสงครามยูเครน รัสเซียมีสัดส่วนเพียง 0.2% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของอินเดียเท่านั้น แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อน้ำมันรัสเซียราคาถูกรายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนจะชะลอการซื้อในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการคว่ำบาตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อผู้ผลิตน้ำมันรัสเซียรายใหญ่อย่าง Rosneft และ Lukoil

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียของอินเดีย กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากการยกเว้นของสหรัฐฯ ท่ามกลางวิกฤตอิหร่านที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

 

‘อินเดีย’ มอง น้ำมันดิบจากรัสเซียเป็นทางเลือกที่คุ้ม ชี้นำเข้าเพิ่มเท่าตัว

 

โดยศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาดในฟินแลนด์ ระบุว่า ปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียของอินเดียในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และเกือบ 4 เท่าในด้านมูลค่า แตะระดับ 5.3 พันล้านยูโร (6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากเดิม 1.4 พันล้านยูโรในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่การนำเข้าน้ำมันดิบโดยรวมของประเทศในเอเชียใต้กลับลดลง 4% ในเชิงปริมาณ

 

รายงานระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำเข้าจากรัสเซียของโรงกลั่นของรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลถึง 148% ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า เป็นผลจากการที่มีน้ำมันดิบรัสเซียพร้อมจำหน่ายในตลาดซื้อขายทันทีมากขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลัก

 

ทั้งนี้ อินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียคิดเป็น 38% ของการส่งออกทั้งหมดของรัสเซียในเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้อินเดียกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่อันดับสองของมอสโก รองจากจีนที่มีสัดส่วน 51%

 

อีกทั้ง โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียยังเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการยกเว้นจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ให้สามารถซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือการรักษาการไหลเวียนของน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

 

เขาโพสต์ผ่าน X ในเวลานั้นว่า “มาตรการชั่วคราวนี้จะช่วยบรรเทาแรงกดดันที่เกิดจากความพยายามของอิหร่านในการควบคุมตลาดพลังงานโลก”

 

ด้าน สุจาตา ชาร์มา เจ้าหน้าที่ระดับสูง กระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติของอินเดีย กล่าวว่า อินเดียวางแผนการจัดหาพลังงานมาเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศได้ โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศต้นทาง พร้อมอธิบายว่า ชนิดของน้ำมันดิบที่อินเดียเลือก ซื้อนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ทั้งในเชิงเทคนิค เชิงพาณิชย์ และความคุ้มค่าต่อโรงกลั่นภายในประเทศ

 

สำหรับอินเดีย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบถึงประมาณ 90% ตะวันออกกลางและรัสเซียจึงถือเป็นแหล่งพลังงานหลัก

 

ทั้งสองภูมิภาคนี้ต่างเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้อินเดียมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก ราคาพุ่งสูงขึ้น และภาวะเงินเฟ้อ

 

เขาเสนอว่า สิ่งที่นิวเดลีควรให้ความสำคัญ คือการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน “ด้วยการทำสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบระยะยาวกับรัสเซีย ควบคู่ไปกับการกระจายแหล่งจัดหาที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ”

 

ขณะที่ เปรนา กานธี นักวิจัยร่วมจาก Vivekananda International Foundation ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของอินเดีย มองว่า น้ำมันดิบจากรัสเซีย ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเป็นไปได้มากที่สุด สำหรับอินเดียในการตอบสนองความต้องการด้านพลังงานในปัจจุบัน

 

เธอกล่าวว่า “แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลง แต่การฟื้นฟู การประกันภัยและการขนส่งทางเรือก็ยังต้องใช้เวลาอีกนาน โดยบริษัทประกันภัยจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการตรวจสอบการเคลียร์ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่จะยกเลิกค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากสงคราม”

 

พร้อมเสริมว่า การส่งมอบพลังงานทั่วโลกจะยังคงถูกจำกัด และขึ้นอยู่กับการไหลเวียนอย่างเสรีของอุปทานจากรัสเซีย

 

กานธี ยังชี้ว่า โรงกลั่นขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ของอินเดียได้รับการออกแบบให้เป็น ‘โรงกลั่นที่รองรับความซับซ้อน’ ซึ่งรองรับน้ำมันดิบเกรดปานกลางถึงหนักที่มีกำมะถันสูง แม้ปัจจุบันอินเดียสูญเสียการเข้าถึงน้ำมันดิบประเภทนี้ไปราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

 

ขณะเดียวกัน รายงานข่าวระบุอีกว่า ขณะนี้อินเดียและจีนกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงอุปทานน้ำมันดิบ โดยส่วนใหญ่มาจากรัสเซีย และรองลงมาคือซาอุดีอาระเบีย

 

ในเดือนเมษายนนี้ ทั้งอินเดียและจีนต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยต่างฝ่ายต่างจัดหาน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ในปริมาณที่เท่ากัน และซาอุดีอาระเบียมีผลประโยชน์ในการจัดหาน้ำมันให้ปักกิ่งมากกว่าอินเดีย ตามรายงานของ XAnalysts

 

ทำไมไทยยังไร้แผนนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

 

สำหรับไทย ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงขั้นตอนการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย ว่า เนื่องจากการค้าน้ำมันในประเทศไทยเป็นรูปแบบตลาดเสรี ผู้ค้าสามารถเจรจาขอซื้อได้ โดยจะใช้กลไกของ ปตท. ที่เป็นผู้ค้าหลักในประเทศ ซึ่งราคาที่ประเทศรัสเซียขายให้เป็นราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

 

“กรณี สหรัฐอเมริกายกเว้นให้หลายประเทศซื้อขายน้ำมันกับรัสเซียได้นั้น คือเฉพาะน้ำมันที่บรรจุใส่เรือบรรทุกน้ำมันแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการแอบขายแบบไม่ถูกต้อง ขณะนี้ จึงมีการประกาศให้ขายได้และมีกำหนดเพียง 30 วัน รวมถึงต้องดูระบบการโอนเงินซื้อขาย ซึ่งยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งน้ำมันดิบประเทศไทยสามารถหาได้จากแหล่งอื่นอยู่แล้ว”

 

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึง การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียว่า ในเชิงเทคนิคโรงกลั่นในไทยสามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการประสานงานร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นและเทรดเดอร์ เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อ ซึ่งเบื้องต้นจะอิงกับราคาน้ำมันดิบเบรนต์เป็นหลัก เพื่อหวังให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของประเทศ

 

ภาพ: miss.cabul / Shutterstock

อ้างอิง:

 


READ MORE





Latest Stories