×

ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน รับมือรูเปียห์อ่อนค่าหนัก ตลาดหุ้นลง ต่างชาติเทขายบอนด์

09.06.2026
  • LOADING...
อาคารธนาคารกลางอินโดนีเซีย

ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน พร้อมประกาศมาตรการพยุงค่าเงินต่างๆ หลังเงินรูเปียห์อ่อนค่าหนักใกล้ระดับประวัติการณ์ และเพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อที่อาจมาจากการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์อีกระลอก ท่ามกลางภาวะ Perfect Storm ที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลดลงราว 35% จากต้นปี (YTD) และเงินสำรองระหว่างประเทศแตะระดับต่ำสุดรอบ 2 ปี

 

วันนี้ (9 มิถุนายน) ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอ้างอิง (BI-Rate) อีก 0.25% สู่ระดับ 5.5% ในการประชุมนัดฉุกเฉิน ซึ่งถูกจัดขึ้นก่อนการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 17-18 มิถุนายนนี้

 

“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นมาตรการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์ ท่ามกลางผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ธนาคารกลางระบุในแถลงการณ์

 

พร้อมเสริมว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวถือเป็น “แนวทางเชิงรุกเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อในปี 2026 และ 2027 ให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมายของรัฐบาล”

 

หลังการประกาศดังกล่าว ค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงเทขาย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น 23 bps ขณะที่ดัชนี Jakarta Stock Exchange LQ45 Index่ (LQ45) ปิดบวก 4.8% ในช่วงพักการซื้อขายภาคเที่ยง

 

มาตรการฉุกเฉินนี้มีขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างของกลุ่มนักลงทุนเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายรัฐบาลอินโดนีเซีย ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจแนวประชานิยมและการเข้าแทรกแซงกลไกตลาดของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

 

นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลงยังส่งผลให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งนับเป็นการลดลงติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี

 

ปัจจุบัน ค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยซื้อขายอยู่ในกรอบบนของระดับ 18,100 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปี (YTD) ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเกือบ 8% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นไปแล้วกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Jakarta Stock Exchange LQ45 Index (LQ45) ปรับตัวลดลงมากกว่า 35%

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินโดนีเซียและรัฐบาลได้ร่วมกันให้คำมั่นที่จะประสานความร่วมมือเพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจของสินทรัพย์อินโดนีเซีย และดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้าสู่พอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาดได้มากนัก โดยแรงเทขายยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์

 

การประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ‘นอกรอบ’ การประชุมตามปกติในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของ เพอร์รี วาร์จิโย นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว

 

โดยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2018 ธนาคารกลางได้เคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เพื่อรับมือกับแรงเทขายสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งถูกจุดชนวนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

 

“ธนาคารกลางอินโดนีเซียเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์ ด้วยการปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนและเสนอสิ่งจูงใจรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ” ธนาคารกลางระบุ

 

โดยมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าว ได้แก่

 

  • ยกระดับความเข้มข้นในการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศทั้งในประเทศ (Onshore) และต่างประเทศ (Offshore) เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
  • ปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในสกุลเงินรูเปียห์
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Swap สำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Swap Rate) ลง 10% เพื่อชดเชยต้นทุนที่นักลงทุนต้องแบกรับอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่อัตรา Swap ปกติจะถูกกำหนดให้เป็นไปตามกลไกตลาด
  • เปิดรับซื้อคืนพันธบัตร (Reopen the repurchase agreement auction) อีกครั้งสำหรับธนาคารพาณิชย์ ทั้งอายุ 3, 6, 9 และ 12 เดือน เพื่อดูแลให้มีสภาพคล่องอย่างเพียงพอในตลาดเงินและระบบธนาคาร

 

ภาพ: herukru / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories