ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน พร้อมประกาศมาตรการพยุงค่าเงินต่างๆ หลังเงินรูเปียห์อ่อนค่าหนักใกล้ระดับประวัติการณ์ และเพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อที่อาจมาจากการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์อีกระลอก ท่ามกลางภาวะ Perfect Storm ที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลดลงราว 35% จากต้นปี (YTD) และเงินสำรองระหว่างประเทศแตะระดับต่ำสุดรอบ 2 ปี
วันนี้ (9 มิถุนายน) ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอ้างอิง (BI-Rate) อีก 0.25% สู่ระดับ 5.5% ในการประชุมนัดฉุกเฉิน ซึ่งถูกจัดขึ้นก่อนการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 17-18 มิถุนายนนี้
“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นมาตรการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์ ท่ามกลางผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ธนาคารกลางระบุในแถลงการณ์
พร้อมเสริมว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวถือเป็น “แนวทางเชิงรุกเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อในปี 2026 และ 2027 ให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมายของรัฐบาล”
หลังการประกาศดังกล่าว ค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงเทขาย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น 23 bps ขณะที่ดัชนี Jakarta Stock Exchange LQ45 Index่ (LQ45) ปิดบวก 4.8% ในช่วงพักการซื้อขายภาคเที่ยง
มาตรการฉุกเฉินนี้มีขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างของกลุ่มนักลงทุนเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายรัฐบาลอินโดนีเซีย ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจแนวประชานิยมและการเข้าแทรกแซงกลไกตลาดของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลงยังส่งผลให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งนับเป็นการลดลงติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี
ปัจจุบัน ค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยซื้อขายอยู่ในกรอบบนของระดับ 18,100 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปี (YTD) ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเกือบ 8% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นไปแล้วกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Jakarta Stock Exchange LQ45 Index (LQ45) ปรับตัวลดลงมากกว่า 35%
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินโดนีเซียและรัฐบาลได้ร่วมกันให้คำมั่นที่จะประสานความร่วมมือเพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจของสินทรัพย์อินโดนีเซีย และดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้าสู่พอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาดได้มากนัก โดยแรงเทขายยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์
การประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ‘นอกรอบ’ การประชุมตามปกติในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของ เพอร์รี วาร์จิโย นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว
โดยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2018 ธนาคารกลางได้เคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เพื่อรับมือกับแรงเทขายสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งถูกจุดชนวนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
“ธนาคารกลางอินโดนีเซียเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์ ด้วยการปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนและเสนอสิ่งจูงใจรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ” ธนาคารกลางระบุ
โดยมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าว ได้แก่
- ยกระดับความเข้มข้นในการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศทั้งในประเทศ (Onshore) และต่างประเทศ (Offshore) เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
- ปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในสกุลเงินรูเปียห์
- ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Swap สำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Swap Rate) ลง 10% เพื่อชดเชยต้นทุนที่นักลงทุนต้องแบกรับอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่อัตรา Swap ปกติจะถูกกำหนดให้เป็นไปตามกลไกตลาด
- เปิดรับซื้อคืนพันธบัตร (Reopen the repurchase agreement auction) อีกครั้งสำหรับธนาคารพาณิชย์ ทั้งอายุ 3, 6, 9 และ 12 เดือน เพื่อดูแลให้มีสภาพคล่องอย่างเพียงพอในตลาดเงินและระบบธนาคาร
ภาพ: herukru / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-09/indonesia-delivers-off-cycle-rate-hike-to-temper-market-rout
- https://asia.nikkei.com/economy/bank-indonesia-raises-rates-0.25-at-emergency-meeting-to-defend-rupiah

