สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำโดย มงคล วุฒินิมิต ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 2 พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนจากวุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เปิดปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือเพื่อเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายและระงับความเดือดร้อนของประชาชน
การบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่
- มิติการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดี: เร่งรัดให้อุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรม สั่งระงับกิจการโรงงานที่กระทำผิด (ลำดับที่ 105 และ 106) พร้อมประสานตำรวจภูธรในพื้นที่เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งฟ้องดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด
- มิติการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน: สาธารณสุขจังหวัดเร่งคัดกรองสารพิษในกระแสเลือดของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมให้หน่วยงานท้องถิ่น กรมประมง และปศุสัตว์ เร่งประเมินความเสียหายเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูระบบนิเวศ
- มิติการตรวจสอบการทุจริต: ซึ่งเป็นบทบาทหลักของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลย หรือทุจริตเอื้อประโยชน์ให้แก่โรงงาน จะถูกดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด
นอกจากนี้ คณะของ ป.ป.ช. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หมู่บ้านสระมะเขือ หมู่ 1 ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบโดยตรง โดยพบว่าสภาพแหล่งน้ำมีคราบคล้ายน้ำเสียและมีฟองปะปนอยู่จริง
จากข้อเท็จจริงทั้งหมด สำนักงาน ป.ป.ช. เตรียมนำไปวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนและช่องโหว่ทางกฎหมาย ก่อนจัดทำ ‘มาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมและการจัดการกากอุตสาหกรรม’ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้เป็นนโยบายระดับชาติ ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทุจริต หรือความหละหลวมของเจ้าหน้าที่รัฐซ้ำรอยอีกในอนาคต





