กระทรวงการคลังเผยติดโซลาร์ภาคประชาชนแล้วคุ้มค่า ควรใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน พร้อมเปิดตัวอย่างค่าไฟ 4,000 บาท ประหยัดสูงสุด 4.45 แสนบาทใน 25 ปี เคลียร์ปม Vendor ต้องวาง Bank Guarantee ยัน 10 หลังแรกฟรีค่าธรรมเนียม
ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ทั้งหลักเกณฑ์ความคุ้มค่าในการติดตั้ง การสนับสนุนสินเชื่อ และมาตรการกำกับดูแลผู้รับเหมาติดตั้ง หลังเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดย ลวรณกล่าวว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นหนึ่งในมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รัฐบาลต้องการผลักดัน โดยตั้งเป้าสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop จำนวน 1 ล้านครัวเรือน รัฐบาลสนับสนุนเงินครัวเรือนละ 50,000 บาท นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ลวรณย้ำว่า ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่เหมาะกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะบ้านที่มีค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 2,000 บาทต่อเดือน อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินลงทุนและระยะเวลาคืนทุน ขณะที่บ้านที่มีค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่า เพราะสามารถนำค่าใช้จ่ายค่าไฟส่วนหนึ่งที่ต้องจ่ายอยู่แล้วมาใช้ผ่อนชำระเงินกู้สำหรับติดตั้งระบบได้ หรือที่เรียกว่า Self-Financing
“วันนี้มีคนมาลงทะเบียนยังไม่ถึง 1 แสนคน เป็นยอดออร์แกนิกจริงๆ ไม่ได้ไปเกณฑ์หรือบังคับใครมาลงทะเบียน เพราะไม่ใช่ทุกบ้านจะต้องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ถ้าใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 2,000 บาทต่อเดือน อย่าติดตั้งเลย ไม่คุ้ม ใช้เวลาคืนทุนนาน แต่ถ้าค่าไฟเกิน 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป แบบนี้ติดตั้งได้” ลวรณกล่าว
ทั้งนี้ โครงการจะเปิดรับลงทะเบียนจนถึงวันที่ 31 มกราคม จากนั้นการไฟฟ้าจะลงพื้นที่สำรวจจริงว่ามีบ้านที่ผ่านเกณฑ์กี่หลัง เพื่อสรุปยอดเงินกู้จริง
บ้านแบบไหนติดโซลาร์แล้วคุ้ม?
ด้าน ทรงพล ผอ.ธนาคารออมสิน อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาความคุ้มค่าของโซลาร์เซลล์ คือพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน เนื่องจากระบบจะผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงที่มีแสงแดด ดังนั้นครัวเรือนที่มีคนอยู่บ้านในช่วงกลางวัน เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่ทำงานจากบ้าน และมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันอย่างน้อย 40% ของการใช้ไฟทั้งหมด จะมีโอกาสใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าที่ผลิตได้เองมากกว่า
ตัวอย่างเช่น บ้านที่มีค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 4,000 บาท หากต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ จะมีต้นทุนติดตั้งประมาณ 140,000 บาท เมื่อลบด้วยเงินสนับสนุนจากภาครัฐอีก 50,000 บาท จะเหลือค่าติดตั้งอีก 90,000 บาทที่ต้องออกเงินเอง หากเลือกกู้เงินส่วนที่เหลือ จะผ่อนชำระกับธนาคารเป็นเวลา 7 ปี เดือนละประมาณ 1,169 บาท
สำหรับประโยชน์ที่ได้รับแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- ประหยัดค่าไฟจากการผลิตไฟฟ้าใช้เอง: หากใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน 40% จะช่วยลดค่าไฟได้ประมาณ 1,176 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ต้องซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าในอัตราประมาณ 4.90 บาทต่อหน่วย
- ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้า: ไฟฟ้าที่ผลิตได้แต่ไม่ได้ใช้จะสามารถขายคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย คิดเป็นรายได้ประมาณ 792 บาทต่อเดือน โดยโครงการกำหนดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี
เมื่อนำเงินที่ประหยัดได้จากการใช้ไฟเอง 1,176 บาท รวมกับรายได้จากการขายไฟคืน 792 บาท จะมีมูลค่ารวม 1,968 บาทต่อเดือน เมื่อหักค่างวดเงินกู้ 1,169 บาทแล้ว จะเหลือเงินประหยัดสุทธิประมาณ 799 บาทต่อเดือน
ทรงพลกล่าวว่า ในช่วง 7 ปีแรกที่ยังต้องผ่อนชำระเงินกู้ ประชาชนจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 799 บาทต่อเดือน แต่หลังจากชำระหนี้หมดตั้งแต่ปีที่ 8 ถึงปีที่ 20 จะไม่มีภาระค่างวดเงินกู้อีก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,968 บาทต่อเดือน
ขณะที่ปีที่ 21 ถึงปีที่ 25 ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าคืนแล้ว ประชาชนยังสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองในช่วงกลางวัน ช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 1,176 บาทต่อเดือน
หากครัวเรือนสามารถใช้ไฟฟ้าได้ตามสมมติฐานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอด 25 ปี คาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมประมาณ 445,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการจากกรณีตัวอย่าง ไม่ใช่ผลประหยัดที่รับประกันสำหรับทุกครัวเรือน เนื่องจากขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและความสามารถในการผลิตไฟของแต่ละบ้าน
หลังคาทิศไหนติดได้? การไฟฟ้าต้องสำรวจก่อน
นอกจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าแล้ว โครงสร้างและทิศทางของหลังคายังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา โดยประชาชนต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้าก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเข้าสำรวจหน้างานจริง ทั้งความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาและความเหมาะสมของทิศทางรับแสงแดด
โดยทรงพลระบุว่า หลังคาที่หันไปทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นทิศทางที่เหมาะสมที่สุด ส่วนทิศตะวันออกยังสามารถพิจารณาได้ ขณะที่ทิศเหนือไม่แนะนำ เนื่องจากอาจไม่เหมาะกับการรับแสงแดดเพื่อผลิตไฟฟ้า
เมื่อผ่านการสำรวจจากการไฟฟ้าแล้ว รายชื่อประชาชนจะถูกส่งต่อไปยังธนาคารรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อพิจารณาสินเชื่อ โดยทั้ง 3 แห่งเตรียมวงเงินรองรับแห่งละ 50,000 ล้านบาท และใช้หลักเกณฑ์กับอัตราดอกเบี้ยเดียวกัน ประชาชนสามารถเลือกยื่นกู้กับธนาคารใดธนาคารหนึ่งได้
สำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ธนาคารจะใช้ข้อมูลประวัติการใช้ไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยผู้ที่มีสถานะหนี้เสีย (NPL) จะไม่สามารถขอสินเชื่อได้ ส่วนผู้ที่มีคะแนนเครดิตต่ำ (Low Score) จะพิจารณาเป็นรายกรณี
เคลียร์ปมบังคับ Vendor วาง Bank Guarantee คุมคุณภาพ-ป้องกันทิ้งงาน
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Vendor) และการกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องมีหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee หรือ LG) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับบริการติดตั้งที่มีมาตรฐานและมีผู้รับผิดชอบดูแลระบบในระยะยาว
ทรงพลชี้แจงว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เพียงการนำอุปกรณ์มาติดตั้งบนหลังคา แต่ต้องอาศัยความรู้ด้านระบบไฟฟ้า การเดินสาย และการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้า ดังนั้นโครงการจึงกำหนดให้ประชาชนเลือกใช้บริการจากผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าเท่านั้น โดยสามารถติดตั้งผ่านการไฟฟ้าโดยตรง หรือเลือกผู้รับเหมาที่อยู่ในรายชื่อ Vendor ที่ได้รับการรับรอง
นอกจากนี้ ผู้รับเหมาที่เข้าร่วมโครงการต้องรับผิดชอบการบำรุงรักษาระบบ (Maintenance) ตลอดระยะเวลาเงินกู้ 7 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าแผงโซลาร์เซลล์และระบบไฟฟ้าจะได้รับการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงติดตั้งแล้วสิ้นสุดความรับผิดชอบ
สำหรับหนังสือค้ำประกัน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- วงเงิน 50,000 บาท: ค้ำประกันการติดตั้ง เพื่อป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงานหรือส่งมอบงานล่าช้า โดยเมื่อดำเนินการติดตั้งเสร็จ เชื่อมต่อระบบและเริ่มจ่ายไฟได้แล้ว จะได้รับคืนหนังสือค้ำประกันส่วนนี้
- วงเงิน 10,000 บาท: ค้ำประกันการบำรุงรักษา เพื่อรับรองว่าผู้รับเหมาจะดูแลระบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 7 ปี
ทรงพลย้ำว่า การกำหนด Bank Guarantee ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเหมาต้องนำเงินสด 50,000 บาท และ 10,000 บาทมาวางเป็นหลักประกัน แต่เป็นการขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันให้ โดยธนาคารออมสินกำหนดค่าธรรมเนียมกรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 0.5% ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 1% ต่อปี
ตัวอย่างเช่น หนังสือค้ำประกันวงเงิน 10,000 บาท หากคิดค่าธรรมเนียม 0.5% จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 50 บาทต่อปี หรือรวม 350 บาทตลอด 7 ปี ส่วนวงเงิน 50,000 บาทเป็นการค้ำประกันระยะสั้นตามระยะเวลาติดตั้ง ซึ่งโดยทั่วไปการติดตั้งบ้านหนึ่งหลังใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อส่งมอบงานแล้วเสร็จ ผู้รับเหมาสามารถนำวงเงินดังกล่าวไปหมุนเวียนใช้กับงานติดตั้งบ้านหลังถัดไปได้
ออมสินฟรีค่าธรรมเนียม 10 หลังแรก เปิดสินเชื่อ Working Capital ช่วยรายย่อย
สำหรับข้อกังวลว่าเงื่อนไข Bank Guarantee อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อผู้รับเหมารายย่อย ทรงพลระบุว่า ธนาคารออมสินมีมาตรการสนับสนุนผู้รับเหมาที่เข้าร่วมโครงการ โดย ยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันสำหรับการติดตั้ง 10 หลังแรก ก่อนจะเริ่มคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราปกติตั้งแต่หลังที่ 11 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ธนาคารออมสินและ ธอส. ยังมีสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง (Working Capital) สำหรับผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ และบริหารจัดการแรงงาน โดยพิจารณาวงเงินตามความสามารถในการชำระหนี้และมูลค่างานที่ได้รับ
ทั้งนี้ ประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์แต่ไม่มั่นใจในผู้รับเหมา สามารถตรวจสอบรายชื่อ Vendor ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าได้โดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาการเลือกผู้ติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน และลดความเสี่ยงจากการทิ้งงานหรือขาดการบำรุงรักษาในระยะยาว

