×

‘หุ้นไทย’ โอกาสมาหรือยัง? ส่องความเห็น 2 เซียน VI

18.05.2022
หุ้นไทย

ดร.นิเวศน์ และนิ้วโป้ง นักลงทุนสไตล์ VI แถวหน้าของเมืองไทย ประเมินตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังมุ่งสู่ขาลง เนื่องจากนโยบายการเงินกลับทิศ หลัง Fed และธนาคารกลางประเทศสำคัญ แห่ขึ้นดอกเบี้ยและถอนสภาพคล่องออกจากระบบ พร้อมแนะ มองหาโอกาสท่ามกลางวิกฤต เพื่อปั้นผลตอบแทนระยะยาว ส่วนหุ้นไทยยังซึมอีกยาว รอธีมเปิดเมืองชุบชีวิต

 

รายการ WEALTH IN DEPTH เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ร่วมพูดคุยกับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร และ นิ้วโป้ง-อธิป กีรติพิชญ์ นักลงทุนหุ้นคุณค่า ในหัวข้อ ‘2022 ปีมหาชง พังทุกสินทรัพย์ ฟัง ‘ดร.นิเวศน์-นิ้วโป้ง’ ลงทุนอย่างไร’ 

 

นโยบายการเงินกลับทิศ ทำตลาดหุ้นผกผัน

ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดิ่งลงในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงไปมากกว่า 25% สาเหตุหลักๆ มาจากการเปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ของนโยบายการเงิน โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤตซับไพรม์ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อัดฉีดเงิน หรือทำ QE มาตลอด ส่งผลให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทำจุดสูงสุดในปี 2019 

 

ขณะที่ภาพรวมในปี 2022-2023 นั้นเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยเข้าสู่วงจรขาขึ้น และ Fed กำลังดึงเงินออกจากระบบ หรือทำ QT นั่นเอง 

 

“ปัจจัยอื่นๆ เป็นตัวประกอบทั้งหมด จุดที่สภาพคล่องล้นระบบเกินไปทำให้เกิดเงินเฟ้อ การอัดฉีดเงินมายาวนาน อัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำมานานจนเกิดเงินเฟ้อที่รุนแรงมากในรอบหลาย 10 ปี ทำให้ Fed ต้องมารีบจำกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อให้หมดไป เป็นที่มาของการเปลี่ยนทิศนโยบายการเงิน สินทรัพย์ทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบไปด้วย”  ดร.นิเวศน์ กล่าว 

 

ดร.นิเวศน์ กล่าวเพิ่มว่า การเปลี่ยนทิศทางของนโยบายการเงินครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชั่วคราว ดังนั้นหลังจากนี้ต่อไป การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก รวมไปถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถประเมินได้ว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านพ้นไปหรือยัง 

 

นอกจากนี้หากเทียบสถานการณ์ตอนนี้กับยุคฟองสบู่ดอทคอมมองว่า มีความคล้ายคลึงกันบางอย่าง แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่างกัน โดยยุคฟองสบู่ดอทคอมแม้จะเป็นจุดสูงสุดของหุ้นเทคโนโลยีก่อนเกิดฟองสบู่แตก แต่ในช่วงนั้น หุ้นเทคส่วนมากเป็นบริษัทขนาดเล็ก เมื่อเกิดฟองสบู่แตกจึงเกิดความเสียหายเชิงธุรกิจสูง ขณะที่ปัจจุบันนี้หุ้นกลุ่มเทคส่วนใหญ่เป็นเทคขนาดยักษ์ มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แม้จะเกิดฟองสบู่แตกก็เชื่อว่าในด้านการทำธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่มูลค่าหุ้นลดลงเท่านั้น จึงมองว่าหากเกิดฟองสบู่แตกในหุ้นเทคช่วงนี้และราคาปรับลดลงมาสู่ระดับที่น่าสนใจ ก็เป็นโอกาสเข้าลงทุน 

 

ด้าน อธิป กีรติพิชญ์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นในปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีชงมหาชง ตลาดถูกท่วมด้วยความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย นโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการทำ QT ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงและปัจจัยลบที่กดดันตลาดอย่างรุนแรง 

 

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถประเมินได้ว่าการปรับตัวขาลงนั้นสิ้นสุดแล้วหรือยัง เนื่องจากสาเหตุของวงจรขาลงรอบนี้คือการกำหนดนโยบายของ Fed ซึ่งเชื่อว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะอึมครึมต่อจนถึงครึ่งปีหลัง หรือจนกว่าจะเห็นว่าเงินเฟ้อเริ่มปรับลดลง 

 

พิษ ‘Sell in May’ ถล่มหุ้นไทย

อธิปกล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้ปรับลดลงไปเกือบ 5% แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลัก ซึ่งเป็นเพราะในช่วงปี 2563 ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นนั้น หุ้นไทยไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก โดยยังคงเคลื่อนไหวบริเวณ 1,600 จุดเช่นเดิม 

 

ทั้งนี้ การปรับลดลงในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ต่างจากการปรับฐานของดัชนีในช่วงที่ผ่านมา โดยในเดือนพฤษภาคมปีนี้ประเทศไทยกำลังได้รับปัจจัยบวกคือเปิดประเทศและเงินบาทอ่อน โดยการเปิดประเทศหลังจากที่ประชากรในประเทศได้รับวัคซีนทั่วถึงเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามโควิดไปได้ และทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปริมาณการเดินทางก็ปรับเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยลบก็จากต่างประเทศในเรื่องการกลับทิศทางของนโยบายการเงินของ Fed ก็ทำให้ข่าวดีในประเทศไม่สามารถผลักดันดัชนีได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย คิดว่ายังสามารถเข้าลงทุนได้แต่ต้อง Selective 

 

ขณะที่ ดร.นิเวศน์ มองหุ้นไทยปีนี้เป็นปีของ Recovery Play โดยปัจจัยบวกจะมาจากปัจจัยในประเทศ เช่น การเปิดประเทศที่จะฟื้นการท่องเที่ยวและบริการ และกำลังซื้อภายในประเทศที่น่าจะทยอยฟื้นตัว โดยสังเกตได้ว่าปริมาณการเดินทางภายในประเทศและการบริโภคภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา 

 

“เท่าที่สังเกต หุ้นไทยขนาดใหญ่ไม่ค่อยปรับตัวลดลงมากนัก แต่หากเผชิญกับปัจจัยภายนอกก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ตอนนี้ที่กำลังรอคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การปฏิรูปต่างๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะเกิดการ Recovery และจะทำให้หุ้นไทยมีมูลค่ามากกว่าหุ้นต่างชาติได้” ดร.นิเวศน์ กล่าว 

 

Re-Opening และ Recovery คือโอกาส 

อธิปกล่าวว่า ในตลาดหุ้นไทยนั้นมีข้อดีคือมีหุ้นที่ผูกขาดเยอะ ทำให้สามารถลงทุนและคาดหวังในผลตอบแทนระยะยาวได้ โดยเฉพาะหุ้นในธีม Recovery ที่จะกลับมามีความสำคัญมากๆ ทั้งนี้ หากย้อนดูราคาหุ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้มีเยอะมากที่ราคายังต่ำกว่าช่วงโควิด (มีนาคม 2563) โดยกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มขนส่ง กลุ่ม Re-Opening กลุ่มส่งออก กอง Reit และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)  

 

โดยในการเข้าลงทุนในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวน่าจะใช้เวลาเทียบเท่างบการเงิน 12-18 เดือน และต้องพิจารณาหุ้นที่ผลประกอบการฟื้นตัว รวมทั้งมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) จำกัด ซึ่งจะสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ราว 20% 

 

ทยอยเพิ่มสัดส่วนต่างประเทศกระจายความเสี่ยง

อธิปกล่าวว่า ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศรวมกับสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่หุ้นไม่เกิน 20% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับพอร์ตลงทุนปีที่แล้ว โดยสาเหตุมาจากราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลง ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนลดลงไปด้วย ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้นว่ายังมีความเข้าใจตลาดต่างประเทศและสินทรัพย์อื่นๆ ไม่มาก และไม่สามารถคาดเดาได้ 

 

“ตอนนี้ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดลดราคาลงมา ในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ หากจะเติมเงินหรือเพิ่มพอร์ตยังเชื่อและมั่นใจหุ้นไทยเป็นอันดับหนึ่ง ถัดมาคือหุ้นใน Nasdaq เพราะตอนนี้ P/E ปรับลดลงมาเยอะมาก และหากหุ้นไทยไปถึงจุดที่ไปสู่จุดที่ไม่น่าจะโตได้แล้ว ก็อาจมีการขายหุ้นไทยแล้วไปเติมพอร์ตต่างประเทศ แต่จะไม่แตะพอร์ตหุ้นไทยที่เป็นพอร์ตหุ้นปันผล เพราะเป็นพอร์ตที่ให้ Passive Income” อธิปกล่าว 

 

ขณะที่ ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า พอร์ตลงทุนในต่างประเทศปัจจุบันอยู่ที่ 25% ซึ่งเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามเพียงประเทศเดียว เนื่องจากมั่นใจในการปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยเวียดนามเปรียบเทียบได้กับประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทั้งในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากร จึงมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาที่เป็นดาวรุ่งในภูมิภาคนี้ 

 

“โดยปกติเศรษฐกิจจะพัฒนาได้ 40 ปี เท่ากับว่าตลาดจะโตได้ 40 ปี เช่นกัน ตอนนี้เวียดนามพัฒนามาแล้ว 22 ปี เหลืออีก 18 ปีที่ยังโตต่อได้ หลายๆ ธุรกิจในเวียดนามกำลังแข่งขันกัน ซึ่งยังไม่มีผู้ชนะ เราจึงยังไม่เห็น Superstock เกิดขึ้นในตลาดเวียดนาม แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดหวังได้ว่าอีกไม่นานก็จะเกิดขึ้น ส่วนตัวแล้วชอบลงทุนในสิ่งที่แน่นอน มั่นคง และเชื่อถือได้ ซึ่งสำหรับตลาดหุ้นเวียดนามนั้นหากมีโอกาสก็อาจจะเพิ่มสัดส่วนลงทุนนิดหน่อย” ดร.นิเวศน์ กล่าว 

 

มอง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเก๋าเกม 

เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนทั่วโลกได้ตื่นเต้นกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่กลับมาซื้อหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยเพียงไตรมาสแรกของปีได้ทุ่มซื้อหุ้นกว่า 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย่ำแย่มากๆ และมองไปข้างหน้า 6 เดือน สถานการณ์ก็ยังฝุ่นตลบอยู่ 

 

ดร.นิเวศน์ กล่าวถึงการเข้าซื้อหุ้นของบัฟเฟตต์ในครั้งนี้ว่า วิธีการลงทุนของบัฟเฟตต์ยังคงน่าสนใจและน่าติดตามสำหรับนักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) แต่รอบนี้มองว่าบัฟเฟตต์ซื้อเร็วไปหน่อย แต่เชื่อว่าเป็นการเข้าลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว 

 

“บัฟเฟตต์คงเห็นแล้วว่านาทีที่เข้าไปลงทุนน่าจะเป็นจุดที่มองว่าเหมาะสมแล้ว และหุ้นที่บัฟเฟตต์เข้าลงทุนก็ไม่ใช่หุ้นที่ปรับลดลงมากนัก คิดว่าจากนี้จะได้เห็นบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นมากขึ้น เพราะตลาดปรับลงมาเยอะมาก” ดร.นิเวศน์ กล่าว 

 

เช่นเดียวกับอธิปที่มองว่า บัฟเฟตต์มองหาหุ้นที่ Undervalue และแนวคิดของบัฟเฟตต์น่าจะเป็นแนวคิดที่เชื่อมั่นว่าผลประกอบการคือเจ้าภาพของราคาหุ้น ทั้งนี้ มองว่าเงินสดที่นำไปซื้อหุ้นรอบนี้อาจเป็นแค่ทัพหน้า และน่าจะมีการเข้าไปลงทุนมากกว่านี้ก็ได้ 

 

“สิ่งสำคัญของการเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า ถ้าหุ้น Undervalue Downside จำกัด นักลงทุนคุณค่าจะไม่ปล่อยโอกาสไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย และหากเราได้ข่าวว่าบัฟเฟตต์ซื้อหุ้นเพิ่มอีก ก็เป็นการคอนเฟิร์มว่าบัฟเฟตต์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป” อธิปกล่าว  

 

ท้ายที่สุด ดร.นิเวศน์ ฝากถึงนักลงทุนไทยว่า จากเหตุการณ์หุ้นเทกระจาดครั้งนี้ ถ้าเจ็บตัวก็มองเป็นบทเรียน และคิดหาวิธีลงทุนใหม่ เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์หรือพอร์ตลงทุนออกมาเป็นแบบเดิม 

 

ขณะที่อธิปกล่าวว่า ในชีวิตลงทุนที่ติดลบมากๆ สิ่งที่ทำคือหยุดลงทุนไปก่อน เพราะหากเราพยายามแก้ปัญหาในจังหวะที่จิตใจไม่พร้อม เงินสดไม่พร้อม สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลกระทบรุนแรงกว่าเดิม ตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน เมื่อเรามีความพร้อมและมั่นคงมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ก็ค่อยกลับเข้ามาลงทุนใหม่ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


READ MORE




Latest Stories