×

‘หนุนโลกหลายขั้ว – ไม่คุยเซเลนสกี’ สรุปสปีชปูตินในเวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’

09.06.2026
  • LOADING...
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St Petersburg International Economic Forum : SPIEF) ที่ถูกขนานนามว่า เวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-6 มิถุนายนที่ผ่านมา มีไฮไลต์ที่น่าจับตามอง นอกเหนือจากวาระเศรษฐกิจและการลงทุนของรัสเซีย คือการสะท้อนวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และผู้นำรัฐบาลเครมลิน โดยเฉพาะในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลก

 

 
 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ของปูติน ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน เขาเน้นย้ำไปที่ประเด็น ‘โลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World)’ ในขณะที่ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักต่อปัญหาเศรษฐกิจภายในรัสเซียที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับยูเครนที่ยังไม่จบลง โดยยังมีเสียงระเบิดจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนเกิดขึ้นในหลายจุดของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ช่วงที่มีการประชุมด้วย

 

ปูตินใช้โอกาสในเวทีประชุมครั้งนี้ ฉายภาพของรัสเซียในฐานะเสาหลักที่สำคัญสำหรับระเบียบโลกในอนาคต รวมถึงการเสนอตัวมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

 

แต่สำหรับเนื้อหาสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองอย่างการเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนนั้น เขาแสดงออกชัดว่า ‘ยังไม่สนใจ’ และเห็นว่า ‘ไม่มีประโยชน์’

 

เวทีประชุม ‘ดาวอสแห่งรัสเซีย’ คืออะไร

 

การประชุม SPIEF จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1997 ในช่วงเวลาที่รัสเซียหลังยุคสหภาพโซเวียตกำลังมองหาการลงทุนจากต่างประเทศและการขยับเข้าหาเศรษฐกิจโลก

 

แต่ปัจจุบัน เวทีประชุมนี้กลายเป็นมากกว่าการประชุมทางเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญเนื่องจากชาติตะวันตกและบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง ได้ตีตัวออกห่างจากรัสเซียนับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้ SPIEF กลายเป็นเวทีประชุมที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเครมลิน ในการกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะในซีกโลกใต้

 

โดยแม้ว่ารัสเซียจะถูกโดดเดี่ยวจากชาติยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่จำนวนผู้แทนนานาประเทศที่เดินทางไปร่วมงานยังคงมีนับหมื่นคน ซึ่งเครมลินมองว่า ความคึกคักของการประชุมครั้งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า รัสเซียยังคงมีพันธมิตรระหว่างประเทศอีกมากนอกเหนือจากชาติตะวันตก

 

โลกหลายขั้วอำนาจและอธิปไตยทางเทคโนโลยี

 

ปูตินเริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการกล่าวถึงวิกฤตพลังงานโลกและสงครามในตะวันออกกลางอย่างสั้นๆ ก่อนจะประกาศว่า “โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน”

 

“เราไม่ได้เพียงแค่เห็นการเปลี่ยนผ่านจากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์แห่งการพัฒนา”

 

เช่นเดียวกับในการประชุมปีก่อนๆ ปูตินได้ยกย่องกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ก่อตั้งโดยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ว่าเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

“ความเป็นผู้นำของ BRICS กำลังเติบโตขึ้น การคาดการณ์แสดงให้เห็นว่าดุลยภาพนี้จะยังคงเปลี่ยนไปในทิศทางของ BRICS มากขึ้น นั่นเป็นเพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ BRICS จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสูงขึ้นแล้ว และจะสูงขึ้นไปอีก แนวโน้มนี้จะคงอยู่ต่อไป” ปูตินกล่าว

 

ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อนานหลายปีและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ทำให้เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้นต่อรัสเซีย

 

“โดยพื้นฐานแล้วเราลงมาอยู่ในระดับเดียวกับที่ประเทศในยูโรโซนเผชิญมาหลายปีแล้ว สิ่งสำคัญคือเรายังคงรักษานโยบายเศรษฐกิจมหภาคหลักของเราไว้ ผมมั่นใจว่าความก้าวหน้าของเราในอนาคตจะได้รับการรับประกัน”

 

ปูตินยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญการชะลอตัว แต่ได้โยนความรับผิดชอบในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง

 

“ใช่ การเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันชะลอตัว ผมขอเตือนรัฐบาลถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราจำเป็นต้องกลับไปสู่เส้นทางของการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยั่งยืน เริ่มต้นเร็วที่สุดในปีหน้า” ปูตินกล่าว และเน้นย้ำว่า “การฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ การเพิ่มการใช้จ่ายด้านทุนและการเริ่มต้นวงจรการลงทุนใหม่”

 

เขาเรียกการเติบโตด้านการลงทุนว่าเป็น “ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจ” และกล่าวเสริมว่า “เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีความสมดุล ขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ภายในประเทศ และควบคู่ไปกับการลดอัตราเงินเฟ้อ”

 

เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปูตินยังเน้นไปที่เทคโนโลยีสำคัญแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ

 

“ประการแรกคือ AI ซึ่งช่วยให้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมในแทบทุกด้าน และระบบอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างมหาศาลและปรับเปลี่ยนภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจได้อย่างมาก”

 

เขายังย้ำเตือนว่าประเทศต่างๆ ต้องสร้างระบบดิจิทัลของตนเอง มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่จะกลายเป็น “พื้นที่ชายขอบดิจิทัล” ที่ถูกควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยีตะวันตก พร้อมเสริมว่า “รัสเซียได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้ว”

 

ปูตินมองว่า วาระทางเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถที่จะผูกขาดโดยขั้วอำนาจแบบดั้งเดิมเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ดังนั้นเทคโนโลยีทั้งสามดังกล่าว จึงกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานของโลกหลายขั้วอำนาจ’ ซึ่งประเทศที่ครอบครองเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสร้างระบบอุตสาหกรรม การเงิน การศึกษา และการปกครองของตนเองได้

 

ไม่เห็นเหตุผลที่จะพบกับเซเลนสกี

 

สำหรับประเด็นการเจรจากับผู้นำยูเครนเพื่อหาทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ปูตินกล่าวในระหว่างร่วมการประชุมว่า เขารู้สึกขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับความพยายามในการยุติสงคราม แต่ยืนยันว่ายังมี “งานที่ต้องทำ” อีกมาก

 

ปูติน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เขาไม่เห็นเหตุผลที่จะพบกับเซเลนสกี” หลังจากที่ผู้นำยูเครนได้เรียกร้องให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากันก่อนหน้านี้ โดยอ้างเพียงว่า “ให้ผู้เชี่ยวชาญทำงาน หาทางออก แล้วค่อยมาพบกันเพื่อลงนาม”

 

ทั้งนี้ เซเลนสกี ซึ่งแทบจะไม่เคยได้พูดคุยกับปูตินโดยตรง ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก เยาะเย้ยผู้นำรัสเซียเกี่ยวกับอายุของเขาและความล่าช้าในการยุติสงคราม และบอกว่า “ชาวรัสเซียเริ่มเบื่อหน่ายกับสงคราม” ซึ่งเซเลนสกีเรียกว่าเป็น “ทางเลือกส่วนตัวของปูติน” และ “สงครามที่ไม่มีสาเหตุแท้จริง”

 

ขณะที่ปูตินตอบโต้เรื่องอายุ โดยบอกว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณยังสามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม ทำงานของคุณได้อย่างถูกต้องหรือไม่” และกล่าวเสริมว่า “เพื่อนร่วมงานและบุคคลทางการเมืองคนอื่นๆ บางคนก็อายุมากกว่าเขา”

 

ทั้งนี้ ในการพูดคุยกับกลุ่มบรรณาธิการสื่อต่างประเทศกลุ่มเล็กๆ นอกรอบการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ปูตินกล่าวว่า “รัสเซียจะเอาชนะยูเครนในสนามรบหากจำเป็น แต่พร้อมที่จะยุติสงครามผ่านทางการทูต”

 

“เราพร้อมและเต็มใจที่จะบรรลุข้อตกลงกับยูเครนด้วยวิธีการสันติ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “รัสเซียตกลงที่จะประนีประนอมกับทรัมป์ในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนสิงหาคมที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา

 

อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ระบุว่าข้อตกลงประนีประนอมเหล่านั้นคืออะไร แต่กล่าวว่ายูเครนควรเห็นด้วยกับข้อตกลงเหล่านั้น

 

ภาพ : REUTERS/Anastasia Barashkova

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising