ท่ามกลางข้อถกเถียงอย่างหนักเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดเวที ‘TH-AI Passport Forum’ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะก่อนเดินหน้าดำเนินการในระยะต่อไป

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ใช้เวลานานกว่า 1.30 ชม. ชี้แจงรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวยืนยันว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากข้อมูลเชิงสถิติที่สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีระดับการเข้าถึงและการใช้งาน AI ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วไปและแรงงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวงจึงพิจารณาหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชน โดยในช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 กองทุนดีอีซึ่งเป็นกองทุนนอกงบประมาณยังมีเงินสะสมอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท จึงเกิดแนวคิดดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมโครงการ 5 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรไทยที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

2 รัฐมนตรีกระทรวงดีอี
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวมาก่อน รัฐจึงต้องการสร้างทั้งการตระหนักรู้ การเรียนรู้ และการลงมือใช้งานจริง มากกว่าปล่อยให้การเข้าถึง AI เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มที่มีศักยภาพในการจ่ายค่าบริการรายเดือนเท่านั้น
ในประเด็นที่สังคมตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทจากกองทุนดีอี ปลัดดีอีชี้แจงว่า แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่การใช้จ่ายยังอยู่ภายใต้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทุกประการ และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการหลายชุด รวมถึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และคณะกรรมการกองทุน โดยกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาหลายเดือนก่อนเข้าสู่ขั้นตอนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูล
ส่วนข้อครหาว่าเอกชนที่ถูกนำข้อมูลมาใช้จัดทำราคากลางกลับเข้าร่วมประมูลและได้รับงานในภายหลังนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามแนวปฏิบัติปกติของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องสืบค้นราคาจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่มีข้อมูลต้นทุนจริงและสามารถสะท้อนราคาตลาดได้ดีที่สุด หากห้ามผู้ให้ข้อมูลเข้าร่วมประมูลในภายหลัง ก็จะทำให้ภาครัฐไม่สามารถจัดทำราคากลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย ปลัดดีอีกล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่า มีหรือไม่มีการฮั้วประมูล เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการตรวจสอบ แต่ยืนยันว่ากระทรวงเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนต่อสาธารณะ ทั้งแผนจัดซื้อจัดจ้าง การทำประชาพิจารณ์ การประกาศเชิญชวน และรายละเอียดการประมูลผ่านระบบของภาครัฐ
ด้านรายละเอียดของโครงการ ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถเข้าถึง AI ระดับ Pro หรือ Premium จากผู้ให้บริการกว่า 14 ค่าย รวมมากกว่า 30 โมเดล ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Claude, Gemini และโมเดลเฉพาะทางอื่นๆ โดยเงื่อนไขในทีโออาร์กำหนดชัดเจนว่าผู้รับจ้างต้องจัดหา AI ระดับพรีเมียมขึ้นไป ไม่ใช่เวอร์ชันฟรีที่มีข้อจำกัดในการใช้งาน

ประชาชนที่มาร่วมงาน ‘TH-AI Passport Forum’
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
นอกจากเครื่องมือ AI แล้ว ภายในระบบ TH-AI Passport ยังมีระบบการเรียนรู้ (LMS) พร้อมหลักสูตรมากกว่า 130 หลักสูตร โดยอ้างอิงกรอบทักษะด้าน AI ขององค์การยูเนสโก รวมถึงหลักสูตรจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น OpenAI, Google และ Microsoft ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐาน AI การใช้ AI ในภาคธุรกิจ การตลาด การศึกษา การเขียนโปรแกรม และการประยุกต์ใช้ในสายอาชีพต่างๆ
ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงระบบการเรียนรู้และสามารถสะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกการเข้าถึง AI ระดับสูงมากขึ้น โดยกระทรวงมองว่าการเรียนรู้ควบคู่กับการใช้งานจริงจะช่วยให้เกิดทักษะที่นำไปใช้ได้จริง มากกว่าการเรียนเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายของงานได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport

“ท่านรัฐมนตรี ทั้ง 2 ท่าน รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ได้งานหรือไม่”
ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถามไชยชนก
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคำถามต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่ารู้จักกับเอกชนผู้ได้รับงานโครงการดังกล่าวเป็นการส่วนตัวหรือไม่ เนื่องจากมองว่าโครงการมีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะรายละเอียดในทีโออาร์ที่กำหนดให้มีสื่อโฆษณาในร้านสะดวกซื้อและสนามบิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโครงการอื่นของรัฐที่เคยดำเนินการมาก่อน
ธีระชาติ ระบุอีกว่า เมื่อสังคมมีข้อกังวลจำนวนมาก จึงอยากทราบว่าหากยังมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส เอกชนคู่สัญญามีความพร้อมที่จะยกเลิกสัญญาหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโครงการมูลค่า 1,600 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาเพียง 30 วันหลังลงนามสัญญาในการเปิดลงทะเบียน และกำหนดเปิดให้บริการภายใน 90 วัน ซึ่งมองว่าเป็นกรอบเวลาที่รวดเร็วผิดปกติสำหรับโครงการขนาดใหญ่ จึงตั้งคำถามว่ามีการเตรียมการหรือออกแบบโครงการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ รวมถึงต้องการทราบระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมนตรีกับเอกชนคู่สัญญา

ไชยชนกยอมรับรู้จักคู่สัญญา แต่ไม่เกี่ยวประมูล
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ด้าน ไชยชนก ชิดชอบ ชี้แจงว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่จะต้องเป็นผู้ตอบในรายละเอียด ส่วนคำถามว่ารู้จักเอกชนผู้ได้รับงานเป็นการส่วนตัวหรือไม่นั้น ยอมรับว่ารู้จัก และรู้จักหลายคนในประเทศนี้ แต่ในฐานะที่เคยทำงานภาคเอกชนมาก่อน การจะไม่รู้จักผู้ที่เข้ามาประมูลงานกับหน่วยงานรัฐเลยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไว้แล้ว
ระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวเสริมว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้โดยฝ่ายเดียว เนื่องจากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญามาตรฐานของทางราชการ และหน่วยงานของรัฐไม่ได้ยินยอมให้มีการยกเลิกสัญญา

ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ด้าน ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science ตั้งคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล โดยระบุว่า แม้ Microsoft จะระบุว่าจะไม่นำข้อมูลไปใช้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นการประมวลผลข้อมูล จึงอยากทราบว่าข้อมูลของผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทยหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบกับบริการ AI เชิงพาณิชย์ในต่างประเทศที่มีเงื่อนไขลักษณะใกล้เคียงกัน และตั้งคำถามว่าความแตกต่างระหว่างการใช้บริการดังกล่าวกับโครงการ TH-AI Passport คืออะไร
ตัวแทนเอกชนคู่สัญญาชี้แจงว่า ในส่วนของโมเดล AI หลักยังคงประมวลผลอยู่ที่ต่างประเทศตามมาตรฐานสากล เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของโมเดลตั้งอยู่ต่างประเทศ เมื่อผู้ใช้ส่งคำถาม ระบบจะส่งข้อมูลไปประมวลผลและส่งผลลัพธ์กลับมา ขณะที่ข้อมูลที่จัดเก็บภายในประเทศไทยจะเป็นข้อมูลโปรไฟล์ผู้ใช้งาน และประวัติการสนทนา หรือข้อมูลคำถาม-คำตอบที่เกิดขึ้นภายในระบบ
ดร.ธรรม์ธีร์ กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการ พบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะกลับมีความเชื่อมั่นในการใช้แพลตฟอร์ม AI จากต่างประเทศมากกว่าแพลตฟอร์มที่ภาครัฐไทยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัลของภาครัฐ
ดร.ธรรม์ธีร์ เห็นว่า ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความโปร่งใสในการบริหารจัดการข้อมูล พร้อมเสนอว่าหากสามารถผลักดันให้มีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทยได้ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศมากยิ่งขึ้น

อนิศ โอสถานุเคราะห์ จาก Storytelling Forum
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ด้าน อนิศ โอสถานุเคราะห์ จาก Storytelling Forum ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ TH-AI Passport โดยแบ่งประเด็นการพิจารณาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ความคุ้มค่าของโครงการ ฟังก์ชันการใช้งานและความโปร่งใส รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
อนิศ กล่าวว่า หากพิจารณาในเชิงความคุ้มค่า จากข้อมูลที่ได้รับฟังตลอดเวที เห็นว่าแพ็กเกจบริการ AI ที่โครงการจัดเตรียมไว้นั้นมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับบริการที่มีอยู่ในตลาด เนื่องจากรวบรวม AI จากหลายค่ายไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมีมากกว่า 14 ค่าย และกว่า 30 โมเดล ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนในอนาคต อีกทั้งกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้เป็นบริการระดับ Pro หรือ Premium ไม่ใช่การนำบริการฟรีมารวมกัน
ทั้งนี้ หากคำนวณต้นทุนต่อผู้ใช้แล้ว ตัวเลขที่ภาครัฐจัดหาได้ถือว่าต่ำกว่าราคาที่ภาคเอกชนหรือผู้ให้บริการโทรคมนาคมบางรายจำหน่ายอยู่ในตลาดหลายเท่า จึงมองว่าควรพิจารณาข้อมูลเชิงเปรียบเทียบอย่างรอบด้านก่อนสรุปว่าโครงการไม่คุ้มค่า
ในประเด็นความโปร่งใส อนิศสอบถามถึงรายละเอียดงบประชาสัมพันธ์ของโครงการ โดยได้รับคำชี้แจงว่า งบกิจกรรมประชาสัมพันธ์มีวงเงินรวมประมาณ 35 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำหรับสื่อประชาสัมพันธ์บางส่วน เช่น การติดตั้งสื่อบนจอดิจิทัล มีสัดส่วนประมาณ 9 แสนบาทต่อโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอว่าหากระบบไม่สามารถให้บริการได้ตามเงื่อนไข หรือเกิดปัญหาจนผู้ใช้ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ก็ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการไม่คิดค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าว เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงสุด
ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์ว่ารัฐอาจต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน แม้มีผู้ใช้งานจริงไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน พชร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับผู้รับจ้างเพื่อปรับเงื่อนไขการบริหารสัญญา โดยมีแนวคิดสำคัญคือ “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อเงินภาษีประชาชนสูงสุด หากมีผู้ใช้งานต่ำกว่าเป้าหมาย รัฐก็จะไม่ต้องจ่ายเต็มวงเงินตามที่หลายฝ่ายกังวล


