วันนี้ (25 กันยายน) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง
ประเด็นสำคัญ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการสรรหามีอำนาจพิจารณาเรื่องดังกล่าว กระบวนการวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานแพทย์ของ นพ.สรณ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจริง
กรรมการสรรหาฯ มีอำนาจ-ไม่ขาดความเป็นกลาง
สำหรับประเด็นที่ว่าคณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ หรือไม่ หลังจากที่ได้รับการสรรหา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และเข้าปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ไปแล้วนั้น
ศาลได้วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพแพทย์ที่เป็นปัญหาในคดีนี้ เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง ประกอบกับมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2564 ได้กำหนดให้การวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา
ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาจึงมีอำนาจในการวินิจฉัยกรณีของ นพ.สรณ
ส่วนกรณีที่ นพ.สรณ โต้แย้งว่าคณะกรรมการสรรหาขาดความเป็นกลาง เนื่องจากตนเคยโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นคู่กรณีในคดีนี้ โดยอ้างบทบัญญัติมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ นพ.สรณ เคยโต้แย้งการใช้อำนาจดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลให้คณะกรรมการสรรหามีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องที่พิจารณา และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่นใดที่มีสภาพร้ายแรงจนอาจทำให้การพิจารณาขาดความเป็นกลาง
อีกหนึ่งข้อโต้แย้งสำคัญคือ การวินิจฉัยเกิดขึ้นโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ มีบุคคลที่ไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาชุดเดิมเข้าร่วมนับองค์ประชุมและลงคะแนน รวมถึงมีการทักท้วงเรื่องอายุของ เกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา ซึ่งมีอายุ 70 ปี 8 เดือนในวันที่มีคำวินิจฉัย
ศาลระบุว่า คณะกรรมการสรรหาเดิมมีจำนวน 7 คน ต่อมากรรมการ 2 คนพ้นจากตำแหน่ง ส่วน วิทัย รัตนากร ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีสถานะเป็นกรรมการสรรหาโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 แม้จะมีกรรมการคนหนึ่งไม่เข้าประชุม แต่ยังมีผู้เข้าประชุมรวม 4 คน ซึ่งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด 7 คน จึงถือว่าครบองค์ประชุมและมีอำนาจพิจารณาตามมาตรา 14 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง
สำหรับประเด็นของ เกียรติพงศ์ ศาลเห็นว่าเป็นผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งตรงตามตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดไว้ อีกทั้งกฎหมายไม่ได้มีการกำหนดอายุของกรรมการสรรหา อายุของประธานกรรมการสรรหาจึงไม่เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติแต่อย่างใด
ให้โอกาสโต้แย้งป้องกันสิทธิแล้ว
กรณีที่ นพ.สรณ อ้างว่าไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ ไม่ได้มีโอกาสโต้แย้ง แสดงพยานหลักฐาน หรือตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต่อการป้องกันสิทธิของตน และมองว่าคณะกรรมการสรรหาใช้เวลาพิจารณาอย่างเร่งรีบเพียง 37 วันนั้น
ศาลวินิจฉัยว่า คณะกรรมการสรรหาได้เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ รับทราบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแสดงพยานหลักฐานหลายครั้งแล้ว แต่ นพ.สรณ ไม่เข้าร่วมประชุมและไม่ได้ร้องขอตรวจดูเอกสาร โดยเลือกที่จะยื่นคัดค้านอำนาจและความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาแทน ทั้งยังเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการทำงานในมหาวิทยาลัยไว้ด้วยตนเอง
ศาลจึงเห็นว่า นพ.สรณ ได้รับโอกาสในการโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนแล้ว
สำหรับการพิจารณาที่ใช้เวลา 37 วัน ศาลมองว่าเนื่องจากกรรมการสรรหาบางรายใกล้พ้นจากตำแหน่ง ประกอบกับเรื่องดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ จึงมีเหตุผลสมควรที่จะต้องเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
วินิจฉัยสถานะแพทย์รายชั่วโมงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม
สาระสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความมาตรา 8 (2) ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ โดยศาลอธิบายว่าบทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และรักษาความเป็นอิสระตลอดจนความเป็นกลางของกรรมการ กสทช. การพิจารณาจึงต้องดูที่สภาพความสัมพันธ์และข้อเท็จจริงโดยรวม ไม่ใช่ดูเพียงแค่ชื่อตำแหน่ง การมีสัญญาจ้าง หรือรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน
แม้ นพ.สรณ จะลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและไม่มีสัญญาจ้างเป็นแพทย์ประจำแล้ว แต่ในภายหลังยังคงปฏิบัติงานเป็นแพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีการใช้สถานที่ เครื่องมือ บุคลากร และระบบงานของโรงพยาบาล ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบและการกำกับดูแลของหน่วยงาน
นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังขึ้นรหัสบุคคลของ นพ.สรณ ในประเภท ‘พนักงานค่าตอบแทน (ชม.)’ และเป็นผู้เรียกเก็บเงินก่อนจัดสรรค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าธรรมเนียมแพทย์และประโยชน์ตอบแทนจากการปฏิบัติงานให้
ศาลชี้ว่า แม้เงินได้ดังกล่าวจะถูกจัดเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระเพื่อการเสียภาษี แต่การจัดประเภททางภาษีไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐสิ้นสุดลง การลาออกจากตำแหน่งเดิมเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ทางกฎหมาย ทว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานและผลประโยชน์ที่ได้รับจากหน่วยงานของรัฐยังคงมีอยู่
ศาลจึงเห็นว่ากรณีของ นพ.สรณ เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว


