×

SCB EIC ชี้ โลกเสี่ยงเผชิญปัญหา Economic Decoupling รุนแรงมากขึ้น หลังจีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วชัดเจน

08.07.2024
SCB EIC Economic Decoupling

SCB EIC มองเทรนด์ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยน มีขั้วมหาอำนาจเพิ่ม ทั้งจีน, อินเดีย, รัสเซีย, แอฟริกาใต้ และบราซิล ที่จับมือรวมกลุ่ม ร่วมผลักดันเพิ่มบทบาทเวทีการค้าระหว่างประเทศ

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า SCB EIC มีมุมมองว่า ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจของโลกน่าจะเผชิญปัญหาการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Economic Decoupling) มีความเสี่ยงที่จะยกระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันจะเห็นได้จากภาพการแบ่งขั้วระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่มีภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ เห็นได้ว่าแนวโน้มของระเบียบโลกใหม่จะถูกเปลี่ยนจากเดิมที่มีมหาอำนาจของโลกเพียงรายเดียวคือ สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจที่มาจากหลายขั้ว ซึ่งจะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ทั้งจีน, อินเดีย, รัสเซีย, แอฟริกาใต้ และบราซิล ที่จับมือรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พยายามผลักดันเพื่อเพิ่มบทบาทเวทีการค้าระหว่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในการชำระเงินด้วย

 

Economic Decoupling ส่อแรงขึ้น

 

ปัจจัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้จะเร่งให้สถานการณ์ Economic Decoupling รุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีก โดยเริ่มเห็นสัญญาณเพิ่มความรุนแรงตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจากนโยบายหาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนความนิยมของทรัมป์ให้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างดี ดังนั้นในอนาคตจึงมีแนวโน้มที่จะเห็นนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่โจมตีจีนเพิ่มมากขึ้น

 

จากการศึกษาของ SCB EIC ในกรณีที่ Economic Decoupling รุนแรงมากขึ้นอีก โดยแบ่งผลการศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มประเทศ

 

  1. กลุ่มสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย

 

  1. กลุ่มจีนและกลุ่มประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับจีน

 

  1. กลุ่มประเทศที่มีบทบาทเป็นกลาง ได้แก่ อินเดีย รวมถึงกลุ่ม ASEAN-5 รวมทั้งไทย และอีกหลายประเทศในกลุ่มแอฟริกา

 

โดยจากการศึกษามีการทำสมมติฐาน หากเกิดกรณีประเทศกลุ่ม 1 ที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ และกลุ่ม 2 ที่มีจีนเป็นผู้นำ ประกาศจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า 40% ระหว่างกันในทุกกลุ่มสินค้า พบว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรวมทั้งการค้าและการส่งออก

 

จีนเสี่ยงโดนผลกระทบหนักสุด

 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มจีนและกลุ่มประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับจีน ส่วนฝั่งสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศที่อยู่ฝ่ายสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบในอัตราที่น้อยกว่า เนื่องจากฝ่ายของสหรัฐฯ สามารถใช้เครื่องยนต์ภายในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในได้ หรือสินค้าที่เคยส่งออกก็สามารถนำกลับเข้ามาขายในประเทศทดแทนได้

 

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ดังกล่าวจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ กลุ่มที่ 3 ที่มีบทบาทวางตัวเป็นกลาง รวมถึงไทยซึ่งจะได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวด้วย โดยภาพรวมของเศรษฐกิจและการส่งออกจะได้รับผลบวกจากประเด็นดังกล่าว ซึ่งหากห่วงโซ่การผลิตของโลกแตกออกมาเป็นหลายส่วน ไทยก็มีโอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนนี้ด้วย ส่งผลบวกต่อภาพการส่งออกของประเทศไทยที่จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าส่งออกสุทธิสูงขึ้นจากประเทศที่แบ่งขั้ว 

 

เปิดรายชื่อธุรกิจได้ประโยชน์

 

หากศึกษาเจาะรายอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับประโยชน์จาก Economic Decoupling มีจำนวน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์, คอมพิวเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, เนื้อสัตว์ และเครื่องดื่ม โดยกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์, คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นกลุ่มที่มีฐานการผลิตและมีฐานซัพพลายเชนอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่นักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดการลงทุนได้ทันที 

 

ส่วนธุรกิจเนื้อสัตว์ ประเทศไทยถือว่ามีจุดแข็งในด้านทรัพยากร สามารถแข่งขันได้

 

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในด้านลบจากประเด็น Economic Decoupling ก็มีจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งมีดังนี้

 

กลุ่ม 1 คืออุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับอุปสงค์หรือห่วงโซ่การผลิตของจีน ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง 

 

กลุ่ม 2 คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของสินค้าจีน

 

กลุ่ม 3 คือกลุ่มที่สหรัฐฯ ต้องการนำเข้าสินค้าที่ผลิตในอาเซียนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนของไทยมีการปรับตัวในการแข่งขัน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบด้านลบบ้าง แต่โดยรวมมองว่ายังมีผลกระทบที่เป็นบวก

 

โดยหากดูความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พบว่ายังมีความเสี่ยงจากหลายประเด็นที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การกีดกันทางการค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ดังนั้น เมื่อพิจารณาศักยภาพความสามารถของภาคธุรกิจไทย พบว่าภาคอุตสาหกรรมการเกษตรถือว่าเป็นภาคธุรกิจที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและการแข่งขันไม่รุนแรง เพราะไทยยังถือว่ามีความพร้อมในด้านทรัพยากร

 

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์, คอมพิวเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี และอาหารทะเล ของไทยถือว่ามีความเชี่ยวชาญ แต่เป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่สูงมาก


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories