×

ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังซุ่มตุนทองคำแบบ ‘ไม่เปิดเผยข้อมูล’

07.11.2026
มือนักลงทุนกำลังเรียงทองคำแท่งสะท้อนการถือครองสินทรัพย์สำรอง

ความต้องการทองคำทั่วโลก (Total gold demand) ในไตรมาส 3 ของปี 2026 อยู่ที่ระดับ 1,369 ตัน ส่งผลให้ภาพรวมสามไตรมาสที่ผ่านมา ความต้องการทองคำรวมอยู่ที่ระดับ 3,881 ตัน ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างจากสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2025 ที่ระดับ 3,884 ตัน ในขณะที่ มูลค่ารวมพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 5.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

หลังจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดเผยข้อมูลในไตรมาสที่ 3 พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ ทั้งกองทุน ETF ทองคำ ที่พลิกกลับมามีกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Inflow) 211 ตัน สร้างมูลค่าเงินไหลเข้าในรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) รวมเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (q/q) ในขณะที่ ทองคำแท่ง-เหรียญทองคำ (Bar & Coin) และเครื่องประดับ (Jewellery) นั้นมีการบริโภคที่อ่อนแอลงไปบ้าง

 

โดยเฉพาะธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงเข้าซื้ออย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3 โดยซื้อเพิ่มขึ้นอีก 321 ตัน สูงกว่าทั้งยอดในไตรมาส 2 ที่ระดับ 296 ตัน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ที่ระดับ 227 ตัน ส่งผลให้สามไตรมาสที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำไปแล้วมากถึง 675 ตัน เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

 

การเข้าซื้อที่เร่งตัวขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำอ่อนตัวลง และตอกย้ำถึงความเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ (strategic reserve diversification)

 

ธนาคารกลางจีน (PBoC) ยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มปริมาณสำรองทองคำถึง 63 ตัน ซึ่งมากกว่ายอดครึ่งปีแรก นับเป็นอัตราการซื้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนและซื้อต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกันแล้ว ตามมาด้วยธนาคารกลางโปแลนด์ (NBP) เพิ่มปริมาณสำรองทองคำอีก 40 ตัน ซึ่งแม้จะน้อยลงจากไตรมาส 2 ที่ทำสถิติซื้อสุทธิไปสูงถึง 51 ตัน แต่เพียงเฉพาะโปแลนด์ประเทศเดียวก็คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 88% ของยอดการซื้อสุทธิของทั้งยุโรป โดยมีเพียงธนาคารกลางรัสเซีย (CBR) ที่สวนทางกระแสทั่วโลก ลดการถือครอง 19 ตัน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงคราม

 

ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ มียอดการเข้าซื้อของธนาคารกลางแบบ ‘ไม่มีการรายงาน (Unreported activity)’ สูงถึง 202 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 63% ของยอดไตรมาส 3 ทั้งหมด โดยยอดดังกล่าวอยู่นอกเหนือตัวเลขที่ ‘มีการรายงาน (Reported net buying)’ ผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เนื่องจากธนาคารกลางบางแห่งมีนโยบายไม่เปิดเผยข้อมูล หรือมีความล่าช้าในการรายงาน ดังนั้นเพื่อความถูกต้องของข้อมูลดีมานด์ที่แท้จริง จึงมีการคำนวณเพิ่มเติมจากการตรวจสอบตัวเลขการส่งออกและนำเข้าทองคำ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายสต็อกทองคำแท่งจากคลัง (Vault) ขนาดใหญ่

 

การเข้าซื้อแบบ Unreported ของธนาคารกลาง เริ่มเห็นเด่นชัดมากขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่แนวโน้มดังกล่าวค่อยๆ ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นในช่วงเกิดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคว่ำบาตร (Geopolitical & Sanction Risks) นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์อายัดทุนสำรองฯ ของรัสเซีย ส่งผลให้ธนาคารกลางในกลุ่ม Emerging Markets และกลุ่ม BRICS ตระหนักดีว่า การถือครองสินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ปลอดความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) ขณะที่การเข้าซื้อบางส่วนอาจต้องทำอย่างมิดชิดที่สุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าทางการเมืองด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: i viewfinder / Shutterstock


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories